ผู้เขียน หัวข้อ: มุมมองของหมิวจากเรื่องตลก 69  (อ่าน 1737 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Jr. Member
  • *****
  • กระทู้: 72
    • ดูรายละเอียด
มุมมองของหมิวจากเรื่องตลก 69
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2019, 03:33:52 AM »
มุมใหม่ของหมิว

เส้นทางชีวิตของหมิว หรือ ลลิตา ปัญโญภาส คล้ายเดินมาบนถนนสายบันเทิวโดยธรรมชาติ เพราะแม่ของเธอคือ จารุวรรณ ปัญโญภาส อดีตนางเอกห    นังหนัาหวานคม

          ก้าวแรกบนเส้นทางการแสดงเธอรับบทตัวประกอบวัยเด็กในละครโทรทัศน์หลายเรื่อง ระเรื่อยผ่านการแสดงจนกลายเป็นนางเอกอันดับหนึ่งของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 รวมทั้งบทบาทบนจอภาพยนตร์ที่เธอแสดงนำมาแล้ว 8 เรื่อง เริ่มด้วย "แรงเทียน" ในปี 2531

            มีนางเอกน้อยคนที่ทำได้อย่างเธอ หมิว ประสบความสำเร็จตอเนื่อง เป็นดาราที่ไม่เคยตกจากความนิยม ผ่านมาแล้วทั้งบทหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ , สุภาพสตรีแสนหวาน หรือผู้หญิงแกร่งที่ไม่ยอมแพ้ส่วนใหญ่เป็นแนวทางสาวปราดเปรียว เปี่ยมความมั่นใจ และอีกด้านหนึ่งเธอคือ  หนึ่งในนางแบบที่นิตยสารชั้นนำต้องการตัวมากที่สุด

          หลายปีที่ผ่านไปเธอไม่เคยปรากฏตัวบนจอหนัง ("หนุก" เป็นหนังเรื่องหลังสุดเมื่อปี 32534)  แต่วันนี้เธอกลับมารับบทนำคนเดียวโดดๆใน "เรื่องตลก 69"  ด้วยบทบาทที่เธอเองให้ความสนใจอย่างยิ่ง เป็นความท้าทายที่ไม่เคยแสดงมาก่อน และคนดูไม่เคยเห็น...



จุดเริ่มต้นของการร่วมงานกับผู้กำกับ เป็นเอก รัตนเรือง???

เริ่มจากรู้จักงานของทีมงานนี้ จากเรื่อง "ฝัน บ้า คาราโอเกะ" ได้ไปดูตอนที่หนังไปฉายที่อังกฤษ รู้สึกประทับใจกับหนังไทยที่ไปฉายที่นั่นแล้วคนให้ความสนใจ เพราะคนที่ดูส่วนมากเป็นฝรั่ง มีคนไทยอยู่กลุ่มหนึ่ง รู้สึกว่าหนังไทยก้าวไปอีกขั้นหนึ่งถึงระดับนานาชาติ เป็นตัวแทนประเทศอีกสาขาหนึ่งของงานศิลปะ แล้วสไตล์หนังเรื่องนั้นเราก็ชอบหลายอย่าง และความที่เป็นนักแสดงเราอยากที่จะลองอะไรใหม่ๆ หนังแบบนี้ไม่เคยเล่น แล้วยิ่งได้ข่าวว่าทาง ฟิล์ม แฟ็คทอรี่ สนใจที่จะชอบ หมิว เล่นหนังเรารู้สึก "จริงหรือเปล่า?"  เพราะรู้ตัวว่าคนมองเรายังไง แต่ถึงไม่ได้เล่น แค่เขาชวนเราก็รู้สึกดีแล้ว เพราะเป็นหนังที่อยากเล่น ก็เริ่มของบนมาอ่าน อ่านไปก็ชอบ แต่ความที่เป็นนักแสดงอยู่กับละครมานาน และส่วนมากจะตามใจคนดูตลอด แล้วหยุดเล่นหนังมานานมาก ไม่แน่ใจในการเล่นหนัง

          "คือไม่ทราบว่าคนอื่นเป็นยังไงนะ แต่ หมิว การแสดงหนังใหญ่ ละครทีวี ละครเวที ศาสตร์ของแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน แล้วเราก็ติดละครทีวี มานานมาก พอมาเป็นหนังใหญ่เหมือนเป็นอีกก้าวหนึ่ง ซึ่งเราต้องศึกษาใหม่ คล้ายกับการขี่จักรยานแล้วเราหยุดไปนานมาก กลับมาขี่ใหม่ ไม่แน่ใจว่าจะขี่ได้คล่องเหมือนเมื่อก่อน แต่เพราะเป็นคนชอบลองอะไรใหม่ๆ ในการทำงาน อาจจะเป็นเพราะอายุมากขึ้นหรือเปล่าไม่ทราบเหมือนกัน (ตอนนี้เธออายุ 28 ปี )  การทำงานก็เลยมีวิถีที่เปลี่ยนไป เมื่อก่อนคนอื่นจะเซ็ทมาให้เป็นอย่างนั้นๆ เราก็ต้องเลือกว่าทำได้หรือเปล่า ถูกกับเราไหม?    แต่ตอนนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งซึ่งต้องขัดใจคนดูแน่นอนเลยในกลุ่มหนึ่งที่เป็นแฟนละคร และอีกกลุ่มคือคนที่ไม่คิดว่าจะชอบ หมิว ในแนวแบบนี้ ก็ถามตัวเองแล้วปรึกษากับคุณแม่ว่า "จริงๆแล้ว หมิว อยากจะทำอะไรกับอาชีพนี้?"  เป็นนักแสดงก็ทำมาจนถึงช่วงๆหนึ่งแล้ว ไม่ใช่ต้องการขัดใจคนดู แต่ต้องการนำเสนอตัวเองในรูปแบบนี้ ลองดูว่าจะเป็นยังไง คือเราเคารพคนอื่นก็จริง แต่ต้องเคารพตัวเองด้วย สิ่งที่เราทำเรามีความสุขแค่ไหน ตื่นเต้น ท้าทาย ค้นหา เรียนรู้สิ่งใหม่ คืออยากเล่น แต่บทแรกที่ยังไม่ได้แก้ไขมีความรุนแรงบางอย่าง ซึ่งเอาให้แม่อ่าน แม่รับได้ไหม เพราะแม่คือตัวแทนคนดูอีกกลุ่มหนึ่ง  แล้วเขาก็เป็นผู้ใหญ่ด้วย แม่บอก "แรงจังเลย"  ก็อธิบายให้แม่ฟังว่าทำไมถึงอยากเล่น  อยากเป็นตัวเอง อยากลองงานใหม่ อยากสนุกกับการทำงานทุกวัน แม่ก็เข้าใจ ก็มีการปรับปรุงแก้ไขบทกันเมื่อทุกอย่างลงตัวก็ดำเนินการ"

ขณะอ่านบท ตัวละคร "ตุ้ม"น่าจะเป็นความหมายของอะไร?"

ตุ้ม เป็นตัวแทนของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งวันนั้นโชคร้าย  วันนั้นเป็นวันมหกรรม เป็นหนึ่งวัน 24 ชั่วโมง แต่สำหรับเธอมันคงยาวนานมากเลย สมมุติเราเอาเวลาบางเวลา แค่เวลาที่เท่ากัน 10 นาทีของเรา กับ 10 นาทีเขา คนละเหตุการณ์มันไม่เท่ากัน ความยาวนานกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่สำหรับ ตุ้ม หนึ่งวันนี้มันเกิดเหตุการณ์เยอะมาก มัน ปุ้ง ปุ้ง ปุ้ง มาอย่างนี้เลย แล้วการตัดสินใจขณะอยู่คนเดียว หมิว เห็นว่า ตุ้มเป็นผู้หญิงซึ่งกล้าที่จะเสี่ยง เพราะ เธอตัดสินใจตรงนั้งเธอเสี่ยง โดยที่ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง ต่อไป เธออาจจะไม่ได้คิดถึงแง่ลบก็ได้ อาจคิดว่าการเสี่ยงของเธอจะดี  แต่มันไ่ม่ใช่ การเสี่ยงของ ตุ้ม ในวันนั้นซวยมาก แต่เรื่องราวทั้งหมดซึ่งมีระยะเวลา 24 ชั่วโมง การตัดสินใจบางอย่างว่าจะเสี่ยงถึงไหน  การเสี่ยคุ้มค่าไหม  ทุกๆสิ่งเธอเป็นคนตัดสินใจเลือกหนทางตั้งแต่ต้น หมิวคิดว่าเธอก็ต้องเสี่ยงต่อไป จะโชคดีหรือโชคร้าย เป็นอีกเรื่อง

พอจะอธิบายถึงตัว "ตุ้ม" คนนี้ได้มากน้อยแค่ไหน?

ตุ้ม ก็เป็นผู้หญิงอายุประมาณนี้ คือไล่เลี่ยกับความเป็นจริง อยู่อพาร์ทเมนท์คนเดียว พื้นเพมาจากสุราษฏร์ธานี ตอนแรกคิดอยู่เหมือนกันว่าต้องดำหรือเปล่า แต่ก็ไม่ใช่เพราะไปเจอคนใต้ก็ไม่จำเป็นต้องดำ    และค่อนข้างจะติดดิน ธรรมดาๆ  กินข้าวมันไก่ ชาดำเย็น  ซื้อของซูเปอร์มาร์เก็ต ใช้ชีวิตเหมือนผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นมาก เป็นคนไม่ค่อยพูด แต่จะมองแล้วก็คิด มีคำถาม คำตอบให้ตัวเอง

ตุ้ม เหมือนกับ ลลิตา ไหม??

ไม่เหมือน แต่ก็มีบางอย่างที่เหมือนกับบ้าง แต่ไม่ใช่เสียทีเดียว หมิว เองยังไม่รู้เลยว่า ตุ้ม จริงๆ เขาเป็นยังไง แต่นี่คือภาพที่หมิว สร้างขึ้น มาเพื่อแสดงความเป็น ตุ้มเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเคิงของเธอเป็นยังไง อยู่ไหน  แต่ที่บอกไปคือสิ่งที่จินตนาการขึ้นมา

ทำไมสนใจตัวละครตัวนี้ หรือเพราะไม่เคยเล่นเป็นคนปกติเลย

หมิว เป็นคนปกติมาตลอด(หัวเราะ)  แต่ไม่เคยเป็นคนทีใช้ชีวิตประจำวันแบบนี้ เหมือนอย่าง ตุ้ม ยังไม่เคยเล่นเป็นคนมีชีวิตปกติแบบนี้ แต่งตัวอย่างนี้ คิดแบบนี้อยู่คนเดียวอย่างนี้ เพราะเรื่องนี้ส่วนมากก็จะอยู่คนเดียว เล่นเรื่องอื่นก็จะเป็นการสื่อสารกับคนอื่นเยอะมาก ตัวละครเยอะ หมายความว่าในชีวิตประจำวันมีพ่อแม่พี่น้อง มีใครต่อใคร แต่สำหนับเรื่องนี้ ตุ้ม อยู่คนเดียว    แล้วในเรื่องนี้พูดกันน้อยมาก อยู่กับตัวเอง คิดเอง ถามเอง คือผู้หญิงคนนี้น่าสนใจเพราะการที่คนเราอยู่กับคนอื่นในโลกนี้  เราต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่กับคนอื่นแน่นอน  เราอยู่ในสังคน เราแชร์ปัจจัยซึ่งกันและกัน    หมิว บางครั้งก็ชอบจะอยู่กับตัวเอง อยู่คนเดียว  ก็เลยคิดว่าตรงนี้ก็น่าสนใจดีนะ  บางทีการอยู่คนเดียวก็ทำให้คุณคิดผิด แต่ก็เป็นบทเรียน ถ้าไม่รู้จักผิด ก็ไม่รู้จักถูก ไม่รู้จักทุกข์ ไม่ซวย    คุณก็ไม่รู้หรอกว่าโชคดีเป็นยังไง

การทำงานใน "เรื่องตลก 69 " และตัวผู้กำกับ

ตอนแรกๆ ก็ลองถามคนอื่นว่าผู้กำกับคนนี้เป็นยังไงบ้าง ก็มีหลายกระแส แต่อย่างที่บอกว่าฟังคนมากนั้นมันไม่ดี ต้องมาลองเอง แต่ละคนก็มีทั้งชอบและไม่ชอบก็เหมือนกับ หมิว ที่มีทั้งชอบและไม่ชอบ  เพราะงั้นทำไมไม่ลองดูว่าเป็นยังไง คือเราชอบในตัวของเขานี่ เราลองมาทำงานกันดู เราใช้ชีวิตดัวยกันบ้าง เพราะจะต้องอยู่ร่วมกันเหมือนเป็นครอบครัวเป็นเดือนๆ แต่ไม่เลวร้ายถึงขนาดร่วมงานกันไม่ได้ เพราะเขาก็ร่วมงานกับคนอื่นได้มาตั้งเท่าไหร่ ซึ่งพอร่วมงานกันรู้สึกว่าไอ้คำถามต่างๆที่เคยถามคนนั้นคนนี้ หรือคำตอบที่ได้มาจากหลายคน ก็ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด เพราะเป็นอีกมุมที่เราเห็น

" ผู้กำกับ  เป็นเอก พี่เขาตั้งใจทำงานมาก    แล้วหมิวก็เป็นคนที่เคารพคนซึ่งตั้งใจทำงานอยู่แล้ว  เพราะเป็นกำลังใจอย่างหนึ่งของการทำงานของเราด้วย ทุกคนไม่ใช่แค่ผู้กำกับคนเดียว ทุกคนในกองถ่ายอยากทำหนังเรื่องนี้ ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ เท่านั้นแหละ โอ้โห โชคดีที่สุดแล้ว  แล้วการทำงานเขาจะแบ่งปันกัน หน้าที่ของหมิว คือนักแสดง ผู้กำกับ หรือตากล้อง  เราจะมาแบ่งปันกัน มาแชร์ว่าถ้ามันเป็นอย่างนี้ มันจะยังไง คือผู้กำกับเขาให้สิทธิ์เรา ไม่ใช่บอกแค่เราทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ คือทุกคนก็ทำการบ้านของตัวเองมา  แล้วเราก็เอามารวมกันให้มันกลมกล่อมขึ้น เขามีความสามารถทำให้คนทำงาาน ซึ่งหลายๆคน จะทำให้มันกลมกล่อมมันไม่ง่ายเลย บอกยังไง พูดยังไง เพื่อให้ทุกคนแสดงานของตัวเองออกมา โดยเอารวมกันเพื่อแสดงงานชิ้นเดียวออกมา เขามีวิธี และเราก็เคารพซึ่งกันและกัน โอเค. เขาคิดแบบนี้ เราลองทำแบบนั้นดู  ลองทำแบบนี้ดู

หนังเรื่องนี้ไม่มีพระเอก??

รู้สึกดี(หัวเราะ) ที่สุด ไม่ใช่เบื่อหรือเกลียดใครนะคะ (หัวเราะ)  แต่ว่ามันไม่ได้มาเกี่ยวกับเรื่องความรักตรงน้นแล้ว โดนมาเยอะแล้ว  ชีวิตคนไม่จำเป็นว่าจะสุขหรือทุกข์แค่เรื่งของความรักกับผู้ชาย(หัวเราะ) มีเรื่องราวอื่นๆอีกมากมายในชีวิต  บางคนอาจเป็นเรื่องเพื่อนฟูง หรืออะไรก็ได้ ซึ่งเป็นจุดใหญ่ในชีวิต ช่วงที่ใหญ่ที่สุดคือตรงนั้น หรือระยะเวลาที่ใหญ่ที่สุด หมิว ว่ามันเป็นเรื่องจริงดี เพราะไม่จำเป็นต้องแฮ็ปปี้ เอนดิ้ง หรือเสียใจกันแค่เรื่องความรัก มีเรื่องอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นเยอะ แล้วแต่ความใหญ่ของแต่ละคนมันก็ต่างกัน"

ความหมายของการแสดงที่ดีในทัศนะของหมิว???

ถามถึงการแสดงที่ดี คือหมิว ไม่ได้เรียนการแสดงมา วิถีพื้นฐานของแต่ละคน และการเรียนของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนเรียนหนังสืเก่ง บางคนไม่ได้เรียนอันนี้มาเลย แล้วมาทำอย่างนี้ได้ ก็ไม่รู้ว่าทำไม หมิวบอกไม่ได้  แต่สิ่งที่ หมิว เรียน ทำไมไม่เลือกเรียนการแสดง ไม่รู้ แต่ตรงนี้อาจเป็นเพราะว่าเล่นละครมาตั้งแต่เด็ก มีแม่เป็นนักแสดง รู้แล้วฟังแม่พูดถึงการเล่นละคร เล่นหนัง เป็นเหมือนครอบครัว อาชีพการแสดงของ หมิว เป้นเหมือนอาชีพแม่ลูก คุยกันเรืองหนังเรืองละคร แล้วรู้สึกว่ามันเข้ามาทางลมปากแม่ เลย มีความรักในอาชีพนี้ ฉะนั้นพื้นฐานการแสดงของหริว ก็จะมาจากการลองเล่นไปเรื่อยๆ ตามคนนั้นตามคนนี้  พูดว่าดี ถูกใจ กลุ่มนั้นแต่ไหน หรือไม่ดี หมิว ไม่อยากจะบอกว่าขึ้นอยู่กับคนที่ดู แต่บางทีก็อยู่ที่คนดู เพราะว่าเราเล่นให้เขาดู

          "หมิว ไม่อยากจะบอกว่าอะไรคือที่สุดของนักแสดง หรือของการแสดง เราทำงานเพราะเรารัก หมิว ทำงานเพราะทำให้ชีวิตของ หมิว มีความสุข ทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ดูงานของเราในฐานะนักแสดง เขามีความสุข เขาสนุกกับเรา แค่นั้นพอ"

เผื่อใครบางคนสนใจ บทต่อไปที่อยากแสดง???

"คือละครเท่าที่ผ่านมาบทส่วนมากก็ค่อนข้างกุ๊กกิ๊กนะคะ แต่ก็เป็นกุ๊กกิ๊กแบบผู้หญิง แต่ก็ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว คือเป็นผู้หญิงเจ้าเล่ห์ และกล้าจะจีบผู้ชาย หรือสร้างสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งปกติภาพตรงนั้นอาจไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็เป็นเรื่องจริงของคน  คือคิดว่าคงไม่อยากเล่นเบาๆหวานๆ แต่ก็ไม่อยากเล่นแกร่งๆมาก แต่อยากเป็นคนซึ่งเป็นคนอีกนั้นแหละ คนซึ่งข้างนอกดูแกร่ง แล้วก็อาจจะมีเรื่องฆาตกรรมเกิดขึ้น อยากเล่นหนังฆาตกรรม คือ หมิวเช็ดเลือดมาเยอะแล้วเรื่องนี้(หัวเราะ) เรื่องหน้าเลยอยากเล่นแบบฆาตกรรมหรือรุนแรงไปกว่านี้อีก อันนั้นคือความอยาก แต่มันอาจจะไปไม่ถึงก็ได้ แต่จะต้องมีมุมมองบางอย่างของคนเรา ถึงจะแข็งแกร่งอย่างไร มันจะมีมุมแย่อยู่เหมือนกัน คือให้มีทั้ง 2 อย่างอยู่ในตัวคนๆเดียว"

เวบบอร์ดหนังไทย

มุมมองของหมิวจากเรื่องตลก 69
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2019, 03:33:52 AM »

 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)