ผู้เขียน หัวข้อ: เอ็กซ์แมน แฟนพันธุ์เอ็กซ์ หนังไม่ fake ของ ธนกร พงษ์สุวรรณ  (อ่าน 6 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 22
    • ดูรายละเอียด
หลังจากมีหนังสะท้อนภาพชีวิตของหนุ่มสาวยุคใหม่ในเมืองกรุงที่ไม่มีอะไรให้ยึดเหนี่ยวในชีวิตอย่าง “Fake โกหก…ทั้งเพ" เป็นผลงานเรื่องแรกเมื่อปีที่ผ่านมา ผู้กำกับหนุ่มที่น่าจับตามองอย่าง ธนกร พงษ์สุวรรณ ก็หวนกลับมาทำหนังสะท้อนสังคมอีกครั้งในปีนี้ โดยครั้งนี้เขาหันมาจับประเด็นร้อนของสังคม และตีแผ่เรื่องราวของอาชญากรรมทางเพศที่ดูเหมือนจะอยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกทีในภาพยนตร์เรื่อง "เอ็กซ์แมน แฟนพันธุ์เอ็กซ์"

มุมมอง ความคิด และหนังเอ็กซ์ของธนกร

"องค์ประกอบที่ทำให้ผมเลือกทำหนังแต่ละเรื่อง ขึ้นอยู่กับระยะเวลา เรื่องราว และเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ อย่างก่อนที่จะทำเรื่องเอ็กซ์แมนฯ ไอเดียแรกที่ผุดขึ้นมาก็คือ ผมอยากทำเรื่องใกล้ตัว และเห็นประเด็นของหนังแอบถ่ายและผลกระทบจากสื่อลามกตามสื่อบ่อยๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ประกอบกับเป็นด้านมืดของสังคมไทย ก็เลยคิดว่าน่าจะหยิบยกมาเป็นประเด็น และเนื้อหาของหนังได้ รวมทั้งยังไม่มีใครทำขึ้นมา เลยคิดว่าถ้าเรานำมาตีความใหม่ในมุมนี้ มันจะเป็นยังไง หนังมันอาจจะดูจริงจัง และพูดถึงด้านมืดของมนุษย์ก็จริง แต่เมื่อมันถูกถ่ายทอดออกมาในโทนคอเมดี้มากกว่า มันก็น่าจะทำให้ผู้ชมเข้าถึงสาระและข้อคิดของมันได้ง่ายขึ้นด้วย" ผู้กำกับธนกรร่ายยาวถึงแรงบันดาลใจในการทำหนังเรื่องนี้

ธนกร พงษ์สุวรรณ ผู้กำกับหนุ่มวัย 29 ปี ผ่านงานในวงการภาพยนตร์มาหลายตำแหน่งหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็น คนจดบันทึกการถ่ายทำ, ฝ่ายคัดเลือกนักแสดง และผู้ช่วยผู้กำกับจากเรื่องเจนนี่ กลางวันครับ กลางคืนค่ะ, โกลคลับ เกมล้มโต๊ะ, โคลนนิ่ง คนก๊อปปี้คน, บางกอกแดนเจอรัส ฯลฯ ก่อนที่จะผันตัวเองมาสู่ตำแหน่งผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง "Fake…โกหกทั้งเพ" และ "เอ็กซ์แมน แฟนพันธุ์เอ็กซ" ที่ถึงแม้ทั้งสองเรื่องจะเป็นหนังสะท้อนสังคมเมือง และพูดถึงเรื่องคนเมืองเป็นหลัก "…แต่ว่าเรื่อง Fake จะเป็นเรื่องของคนหนุ่มสาวที่มีปัญหาส่วนตัวในเรื่องการย่างก้าวไปสู่การดำเนินชีวิต ส่วนเรื่องเอ็กซ์แมนนี้จะเป็นปัญหาโดยรวมของคนที่เผอิญเกิดขึ้นที่กรุงเทพ ซึ่งเป็นเรื่องของคนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศเหล่านี้ และคนที่หลงใหลในสื่อลามก ซึ่งเราจะสะท้อนให้เห็นว่ามันจะส่งผลโดยรวมยังไงบ้างทั้งกับตัวเองและคนที่อยู่รอบข้าง"

แน่นอน, การทำหนังแต่ละเรื่องไม่ว่าจะเป็นแนวใดก็ตาม มันจำเป็นต้องมีการค้นคว้าข้อมูลเพื่อให้หนังเรื่องนั้น ๆ สามารถยืนพื้นอยู่บนความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหนังสะท้อนสังคมอย่างนี้ด้วยแล้ว การรีเสิร์ชข้อมูลต่างๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง วิธีการทำงานของเขาก็ไม่ต่างไปจากนี้ "จริงๆ ผมเริ่มมีไอเดียทำหนังเรื่องนี้มาซัก 2 ปีก่อน ก็ได้เริ่มศึกษาหาข้อมูลต่างๆ ตามหนังสือ และก็มีไปปรึกษาจิตแพทย์ด้วย ถึงแม้หนังมันจะออกมาแนวตลก และมีภาพของความรุนแรงบ้าง แต่ก็อยากจะทำให้มันใกล้เคียงกับสิ่งที่มันเป็นจริงในสังคม อย่างน้อยก็เพื่อทิศทางที่ชัดเจนในการนำเสนอ รีเสิร์ชมาจากทุกที่ และทุกอย่างที่มันมีอยู่ในหนัง ซึ่งมันก็แทบจะมีอยู่จริง 100 เปอร์เซนต์ในสังคมบ้านเรานะครับ"

"จริงๆ ก็จะมีเรื่องในหัวอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ มันก็มีเป็นไปตามลำดับขั้นตอน โดยการปรับให้เหมาะสม หรือตีความกับนักแสดง แล้วก็ดูองค์ประกอยโดยรวมด้วย ไม่ว่าจะเป็นทุนสร้าง, ความเข้าใจในตัวของนักแสดง เงื่อนไขในโปรดักชั่นต่างๆ แต่ก็ยังยึดอยู่กับโครงเรื่องเดิมอยู่ สำหรับการเขียนบทเรื่องนี้ ผมก็ใช้ระยะเวลาปกติตามหนังไทยทั่วไป รวมข้อมูลรีเสิร์ช รวมเขียนบทก็ตกอยู่ราว ๆ 1 ปีได้ ถ้ารวมงานสร้างเข้าไปด้วยก็ 2 ปีครับ แต่ว่า 1 ปีของระยะเวลาเขียนบทนี่ เราไม่ได้ทำมันทุกวัน แต่เราต้องให้เวลาที่จะเพาะบ่มมันด้วย"

"นายทุนเขาก็คงต้องมองกลุ่มเป้าหมายไว้ก่อนอยู่แล้ว แต่โดยพื้นฐาน นายทุนก็คงต้องเริ่มมองจากพล็อต มองไอเดีย มองบทที่น่าสนใจ หรือจุดต่างๆ ที่นำมาทำแล้วมันตอบโจทย์ เงื่อนไขต่างๆ ของทั้งนายทุน ผู้กำกับ ของทั้งความคิดที่ปรับให้มันตรงกัน สำหรับสองเรื่องที่ทำมาก็ไม่ถึงกับมองกลุ่มเป้าหมายทั้ง 100 เปอร์เซนต์นะครับ พยายามทำให้ดีที่สุด บวกกับองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย แต่ก็อาจจะมีรวมกลุ่มเป้าหมายไว้ด้วย เพียงแต่ว่าผมไม่ได้เน้นหนักมากนะครับ" เขากล่าวรวบยอด เมื่อถูกถามถึงแก่นสำคัญของภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งอย่างเรื่องการเขียนบท, นายทุน และกลุ่มเป้าหมาย

ในเมื่อหนังถูกเปรียบเสมือนกระจกเงา ที่สะท้อนทั้งความคิดของคนทำ และความเป็นจริงในสังคมนั้นๆ หนัง "เอ็กซ์แมนฯ" เรื่องนี้ก็คงไม่ผิดแผกไปจากความตั้งใจของผู้กำกับที่ต้องการนำเสนอ และสื่อสารเนื้อหาออกมาว่า "เรื่องนี้เป็นความจริงอีกแง่มุมหนึ่งของสังคมบ้านเราที่มันมีปะปนอยู่กับวัฒนธรรม สังคมไทย หรือว่าคนกรุงเทพ เรื่องนี้มันอาจจะเป็นเรื่องรุนแรง เรื่องไม่ดี แต่ผมไม่ได้ฟันธงไปเลยว่ามันถูกหรือผิดเพราะทุกอย่างมันมีเหตุผลหรืออะไรของมันอยู่ในแต่ละตัว หรืออะไรก็แล้วแต่ ประเด็นที่อยากจะเสนอก็คือมันให้ความรู้สึกที่รุนแรง สำหรับเรื่องการแอบถ่าย การมีผลกระทบที่มาจากสื่อลามกต่างๆ โดยไม่ได้เอามานำเสนอให้มันรู้สึกสนุก หรือรู้สึกทำให้ดูถูก หรือยัดเยียด หรือรู้สึกสนุกกับคนที่โดนกระทำ แต่ให้คนดูดูแล้วตั้งคำถาม มันเหมือนกับเราดูหนังสงครามแล้วรู้สึกหดหู่จังเลย เพราะมันเป็นเรื่องรุนแรง ผมอยากได้ความรู้สึกรุนแรงเพื่อยุติความรุนแรงตรงนั้นมากกว่า ยิ่งคนดูเห็นความเป็นจริงที่มันหดหู่มากเท่าไร ผมรู้สึกว่า มันอาจทำให้คนดูรู้สึกอยากจะยุติมากขึ้นเท่านั้น และก็เป็นหูเป็นตาให้กันในสิ่งที่ต้องการจะบอก เรื่องแย่ๆ มันมีอยู่เยอะน่ะครับ ผมกลัวว่าถ้าทำมาในมุมซีเรียส เดี๋ยวคนดูอาจจะไม่รับ และ ก็กลัวมันได้ มันเหมือนกับยาขมใส่ขนมหวาน กับขนมหวานเคลือบยาขม ผมเลือกเลือกขนมหวานดีกว่า พอกินเข้าไปแล้วก็จะได้แง่คิดอีกมุมมองหนึ่งให้ได้กลับไปทบทวนดู ซึ่งมันก็น่าจะเป็นผลดีมากกว่า และเป็นความตั้งใจแต่แรกอยู่แล้ว"

อย่างไรก็ตาม หนังไทยที่มีเนื้อหา และภาพที่ค่อนข้างล่อแหลมอย่างนี้ มักจะมีปัญหากับกองเซ็นเซอร์อยู่เสมอ ผู้กำกับหนุ่มให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "ใจผมไม่ค่อยห่วงเท่าไร เพราะอยากให้กองเซ็นเซอร์หรือผู้เกี่ยวข้องนั้นดูเจตนารมย์ของภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างจริงจังอะไรอย่างนี้นะครับ ถ้าเกิดดูแล้วคิดอย่างจริงๆ มันก็จะรู้ได้ว่า หนังไม่ได้พรีเซ้นท์ไปในเรื่องของเซ็กส์ แต่มันสะท้อนผลกระทบจากสื่อลามกมากกว่า ก็เลยไม่ค่อยกังวลเท่าไร"

นักแสดงอินดี้ คนนอก และความแปลกแยก

"คนวิตถารก็เป็นแค่อาการป่วย เขาไม่ได้เป็นคนเลว คือเวลาดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว เรียนรู้ เข้าใจ และจะใช้ชีวิตร่วมกับคนกลุ่มนี้ยังไงในสังคม เพราะจริงๆ แล้ว อาจจะเป็นคนใกล้ตัวเราก็ได้ มันอาจจะเกิดขึ้นกับเรา กับคนที่อยู่ใกล้ๆ เรา หรือคนที่เรารักก็ได้ เพียงแต่ว่าเราจะลงไปกับมันแค่ไหน ถามว่าเราจะไปห้ามเขาได้ไหม ไปจับเขาเข้าคุกได้ไหม มันไม่ได้ เพียงแต่ว่ามันแย่นะ สื่อออกมาไม่ดี แต่เราจะใช้ชีวิตร่วมกับเขายังไง มีวิธีป้องกันยังไง มีวิธีอยู่ร่วมกันในสังคมยังไงให้มันเป็นปกติ ผมมองมุมนี้มากกว่า"

หากสังเกตกันแล้ว ตัวละครในหนังของธนกรมักจะเป็น "หนุ่มสาวสมัยใหม" ที่มี "ความแปลกแยก" และแลดูเป็น "คนนอก" จากสังคมเมืองที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งอยู่ "ผมว่าด้วยวัยหนุ่มสาวมันเป็นกลุ่มตรงกลางที่เป็นตัวแทนของคนกลุ่มใหญ่ ขึ้นไปเพื่อเตรียมไปสู่วัยผู้ใหญ่ และลดลงเพื่อให้เด็กเดินขึ้นมาพร้อมให้เขาโตขึ้น มันก็คงเป็นวัยที่ชัดเจนที่สุด ประกอบว่าทำงานกับนักแสดงในวัยนี้ มันยังมีความสนุกอยู่ และวัยมันก็ไม่ต่างจากตัวเองมากนัก ส่วนคาแรกเตอร์ในหนังเรื่อง Fake ผมก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แปลกแยกโดยตัวคาแรกเตอร์มากนัก แต่มันอาจจะแปลกแยกโดยตัวหนังที่มันค่อนข้างเหงา ส่วนเรื่อง 'เอ็กซ์แมนฯ' นี้ มันค่อนข้างจะเป็นกลุ่มสังคมที่แปลกแยกออกมาจากสังคมหลักโดยตรง มันก็เป็นไปตามเนื้อหาของหนัง โดยส่วนตัวก็พยายามหามุมมองที่มันยังไม่ได้ถูกทำขึ้นมา แล้วก็นำมาเสนอ อย่างเรื่องนี้ ก็เห็นว่าองค์ประกอบโดยรวมมันน่าสนใจทั้งเรื่องแอบถ่าย ผลกระทบที่มาจากสื่อลามก แต่ก็อยากทำออกมาแบบไม่ซีเรียส เพราะปัญหาสังคมในแต่ละยุคมันก็จะต่างกันออกไป อย่างหนัง 'เสียดาย' ของท่านมุ้ยก็เป็นปัญหายาเสพติดเป็นหลัก"

ธนกรได้เสริมถึงการร่วมงานกับเหล่านักแสดงของเขาในเรื่องนี้ว่า "จริงๆ แล้ว ก็ต้องเดินกลับไปหาที่หัวใจของเรื่องนะครับ ว่าเจตนาของเราไม่ได้ต้องการทำมันเพื่อให้รู้สึกสนุกกับคนที่โดนทำ หรือแอนตี้คนที่ทำเหตุการณ์นี้ เพียงแต่ว่าต้องการให้คนดูเห็นผลและผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์ตรงนี้นะครับ ตรงนี้คือการเดินกลับไปหาหัวใจของเรื่อง พอรู้แล้วว่าหนังของเราแม้จะพูดเรื่องรุนแรงก็จริง แต่เจตนารมย์จริงๆ ของเราไม่ได้ต้องการจะพรีเซนท์หรือนำเสนอว่ามันเป็นหนังป๊ หนังนู้ด หนังอิโรติก หรืออะไรต่างๆ พอตรงนี้ชัดเจนแล้วเนี่ย ทุกคนก็จะเข้าใจแล้วว่าเราไม่ได้ทำหนังโป๊กัน แต่เราทำหนังที่จะผลักดันให้องค์ประกอบไปเกิดในเรื่องไม่ดี แกนในของมันพูดถึงเรื่องการแอนตี้ เรื่องหดหู่อยู่ในตัว เพราะฉะนั้นก็เลยมานั่งตีความกับนักแสดงทุกคนร่วมกัน และเดินไปพร้อมกันตามคาแรกเตอร์ต่างๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้มามันก็ค่อนข้างโอเค เพราะในไลน์บทมันก็มีทั้งสิ่งที่กำลังกระทำ และผลหลังการกระทำ และก็ข้อเสียต่างๆ นะครับ"

"การคัดเลือกนักแสดง ผมก็เลือกจากความเหมาะสม เพื่อให้เรื่องขับเคลื่อนไปได้ดีกว่า ไม่ได้เลือกจากความคุ้นเคย ปัญหาก็มีบ้างสำหรับการคัดเลือกนักแสดงประกอบ แต่พอเคลียร์กันถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงแล้ว ทุกคนก็เข้าใจมัน อย่างฉากเลิฟซีน มันก็ต้องมีจุดมุ่งหมาย มีเหตุผล มีที่มาที่ไปยังไงในการที่เราจะมาถ่ายทอดสิ่งนี้กัน โดยรวมพอคุยกับทั้งนักแสดงหลัก และประกอบเข้าใจกัน ก็เลยทำงานร่วมกันได้"

พุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์ รับบท "เอ็กซ์แมน" นักแอบถ่ายมือหนึ่งที่ผลงานของเขามักจะเรียกเสียง "ฮือ" ได้เสมอ

"ลีโอ พุฒิ ร่วมงานกันเป็นเรื่องที่สองแล้ว เขาเป็นนักแสดงที่น่าสนใจมากครับ ไม่เพียงแต่มีหน้าตาและบุคลิกที่ดี แต่ยังมีทักษะทางการแสดง และมีไหวพริบเป็นเลิศ นอกจากนี้เขายังเป็นนักแสดงที่สนใจจะแสดงบทบาทที่แตกต่างออกไป และไม่กลัวที่จะเล่นบทที่ล่อแหลมเช่นนี้ ซึ่งนี่เป็นคุณสมบัติของนักแสดงที่ดีในสายตาของผม"

ธีรดนัย สุวรรณหอม รับบท "ลิ่ว" วัยรุ่นหนุ่มผู้ "ชอบโชว์ของลับ" เป็นกิจวัตร

"โจ๊ก เป็นนักแสดงคุณภาพอยู่แล้ว ผมรู้สึกว่า เขาเล่นอะไรเขาก็ค่อนตีความและเดินทางไปสู่คาแรกเตอร์นั้นๆ ได้ โอเค โจ๊กอาจจะเจอบทที่ค่อนข้างมาอยู่ในโทนนี้ แต่ถ้าสังเกตดีๆ แล้ว มันก็จัดเป็นบทที่ท้าทาย ผมคิดว่า อายุเท่านี้ กับคุณภาพฝีมือขนาดนี้ การสกรีนบทแต่ละเอย่าง การเลือกรับบทแต่ละอย่าง รวมถึงเรื่องนี้เอง โจ๊กก็ถือว่าทำได้ดี ฉากแรงๆ เขาก็ไม่มีปัญหา เพราะคุยกันเคลียร์แล้ว"

บงกช คงมาลัย รับบท "จ๋า" ตำรวจสาวที่กำลังตกเป็น "เหยื่อ" ของวังวน "เอ็กซ" นี้

"ต้องบอกว่า ผมแทบไม่เคยดูงานการแสดงของตั๊กมาก่อน แต่พอได้มาร่วมงานแล้ว วิธีการเล่นของตั๊กเนี่ย เป็นคนที่แสดงดีมาก อิมโพร์ไวซ์ดีมาก เล่นแล้วรู้สึกเชื่อ ประกอบกับลงตัวกับบท ก็ดีทุกอย่างเท่าที่นักแสดงคนหนึ่งจะทำได้ อย่างที่บอกผมมองนักแสดงตามความเหมาะสมกับบท และสามารถเดินและตีความไปกับบทได้ พยายามหาพลังให้กับตัวละครตัวนั้น"

เชษฐวุฒิ วัชรคุณ รับบท "ประวิทย์" หนุ่มออฟฟิศผู้ชอบการเสียดสี และเซ็กส์โฟนเป็นชีวิตจิตใจ

"บ๊วย เป็นมืออาชีพอยู่แล้ว เข้าได้ทุกบทบาท อย่างบทนี้ตอนเขียนสคริปต์ร่างแรกเนี่ย ก็คิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเอาบ๊วยเล่น ก็เลยคุยกับเขา แล้วเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ซึ่งในเรื่องนี้เขาจะเด่นอยู่พอสมควร ตัวละครตัวนี้เป็นมนุษย์ออฟฟิศปกติ ทำงานปกติ เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ใช้ชีวิตส่วนตัว และก็มีความชอบส่วนตัว ซึ่งเป็นตัวละครที่ใกล้คนดูและทำให้คนดูสัมผัสได้มากที่สุด"

สรณัฐ มัสยวาณิช รับบท "แบงค์" วัยรุ่นเรียนดี ผู้มีเบื้องหลังเป็นเจ้าของเว็บโป๊ชื่อดัง

"เบียร์ เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจมาก เหมือนกับทุกๆ คนที่พอเราคุยและตีความตามบทแล้วลงตัว ก็ได้มาร่วมกัน ซึ่งพูดตรงๆ แล้ว เรื่องนักแสดงผมไม่ค่อยห่วงเท่าไร เพราะทุกคนเต็มที่กับมันหมด และทุกคนก็มีเซนส์และประสบการณ์ทางการแสดงค่อนข้างสูง แค่คุยกันนิดเดียว และก็เดินไปตามบทเท่านั้น เพราะเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องการการแสดงที่มันล้ำเลิศหรือยากจนเกินไป แต่ผมอยากให้มันเหมือนจริงและสบายๆ เป็นธรรมชาติ และก็ลงลึกกับมันในคาแรกเตอร์ และรู้จุดมุ่งหมายของมันและตอบโจทย์เราได้ และไม่ดูไม่ดีด้วย"

เกรียงไกร อมาตยกุล รับบท "ดร. วัลลภ" จิตแพทย์ที่อาจจะโรคจิตกว่าผู้ป่วยของเขาก็เป็นได้

"ผมคิดในมุมที่แปลกๆ ว่า ทำไมคนที่เป็นหมอถึงได้พยายามอยากรู้เรื่องโรคจิตเหลือเกิน มันมีความสุขนักเหรอกับการที่อยากรู้เรื่องที่มันเป็นอาการป่วย แน่นอนมันต้องเป็นความชอบส่วนตัว แต่ความชอบส่วนตัวแค่นั้นยังไม่พอ มันต้องมีความทุ่มเทด้วย ก็เลยคิดว่ามันเป็นอีกหนึ่งคาแรกเตอร์ที่น่าสนใจ จึงเขียนใส่ไว้ในบท ซึ่งตัวละครตัวนี้ น่าจะเป็นตัวละครเซ็นเตอร์ที่นำพาไปสู่ตัวหลักๆ ได้มากกว่า ผมมองว่าน่าสนใจตรงมุมนี้ แต่ไม่ได้มองว่า หมอเป็นคนโรคจิตลามก ผมดีใจมากครับที่ได้ร่วมงานกับพี่เอ๋ เขาเป็นนักแสดงที่เก่งและมีสปิริตมากคนหนึ่ง ที่สำคัญเขาสามารถทำให้บทของจิตแพทย์คนนี้มีความหลากหลาย และสามารถสอดแทรกอารมณ์ขันลงไปได้อย่างแนบเนียนอีกด้วย"

ธนกร กล่าวทิ้งท้ายถึงสิ่งที่ผู้ชมจะได้จากการชมหนังเรื่องนี้ว่า "ผมคิดว่า หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังสะท้อนปัญหาสังคม คนดูก็จะได้เห็นผล และผลกระทบที่เป็นเรื่องจริงอยู่ในสังคม ก็อย่างที่บอก เรียนรู้ เข้าใจ และจะมีการใช้ชีวิตกับคนกลุ่มนี้อย่างไร เพื่อป้องกันตัวเอง ป้องกันคนอื่น เป็นหูเป็นตาให้กัน เพื่อดำเนินอยู่ในสังคมต่อไป จะไปปราบปรามหรือไปหยุดเขาก็ไม่ได้ และบางทีคนพวกนี้อาจจะอยู่ใกล้เรามากกว่าที่คิดก็ได้ ดูเพื่อที่จะรู้ถึงวิธีการ กระบวนการ และผลต่างๆที่มาจากเรื่องเหล่านี้ หนังเป็นในเชิงตั้งถามกลับไปว่า สังคมมันเป็นอย่างไร เพราะอะไรถึงเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้แล้วเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรในสังคม"

เวบบอร์ดหนังไทย