กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4
1
คุยเรื่องหนังไทย / ต๊อกบูมภาพยนตร์
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ พฤศจิกายน 15, 2018, 07:43:18 AM »
ต๊อกบูมภาพยนตร์ คือ บริษัทสร้างหนังของล้อต๊อก ดาวตลกชื่อดังโดยใช้ชื่อศรีภริยา คือสมจิตร ทรัพย์สำรวยซึ่งก็เป็นนักแสดงระดับตุ๊กตาทองเป็นผู้อำนวยการสร้าง ส่วนผู้กำกับเจ้าประจำก็คือ รังสี ทัศนพยัคฆ์ ผลงานของต๊อกบูมมีมากมายหลายเรื่อง -รังสี ทัศนพยัคฆ์ ได้รับสมญานามว่าเป็นผู้กำกับเสือปืนไว เพราะสามารถถ่ายทำหนังเสร็จโดยรวดเร็วโดยไม่เสียคุณภาพ หนังกลายเป็นหนังฮิตหลายเรื่อง หนึ่งในหนังที่รังสีกำกับและโด่งดังมากในยุคนั้น โกยเงินไปหลายล้านคือ มนต์รักลูกทุ่ง
2
ดาราหนังไทย / ประวัติ คาซู แพททริค แทงค์ (Kazu Patrick TANG)
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ ตุลาคม 22, 2018, 07:54:42 PM »
ประวัติ คาซู แพททริค แทงค์ (Kazu Patrick TANG)

MARTIAL ART หนุ่มวัย 29 ปี ชาวเวียดนาม ถือสัญชาติฝรั่งเศส สูง 172 ซ.ม. น้ำหนัก 68 กิโลกรัม นักเทควันโด้สายดำที่เคยเป็นแชมป์เทควันโด้ถึง 5 สมัยซ้อน (ในปี 1998) หลงใหลในศิลปะการต่อสู้ และผ่านประสบการณ์การโชว์สตันท์มาแล้วทั่วฝรั่งเศส เคยมีผลงานแสดงแอ็คชั่นโชว์ในเทศกาล Bercy Festival ต่อหน้าผู้ชมกว่า 14,000 คน (ปี 1999) แต่ที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือมีความสามารถและเชี่ยวชาญในMartial art trickz (ศิลปะการต่อสู้รูปแบบใหม่ที่เกิดจาการผสมสานระหว่างศิลปะการต่อสู้หลากหลายแขนง อาทิ เทควันโด้,คาโปเอล่า,คาราเต้,ที่เน้นความคล่องตัวและการเคลื่อนไหวโดยมีพื้นฐานของยิมนาสติกเป็นองค์ประกอบสำคัญ) เป็นถึงระดับแชมป์เปี้ยน Champion the cup of world WKA (Martial art trickz) และ 1er Grand Prix international de paris of martial art trickz (ปี 2002) รวมทั้งเป็นครูสอนเทควันโด้และศิลปะการต่อสู้ Martial art trickz อีกด้วย คาซู เป็น1 ในสมาชิกกลุ่ม MARTIAL ART TRICKZ ที่มีชื่อว่า TRI-X และ C.A.S.C.A.D.E รวมทั้งเป็นครูสอนเทควันโด้และศิลปะการต่อสู้ Martial art trickz อีกด้วย

...ที่ผ่านมามีผลงานแอ็คชั่นมากมายทั้งในรูปแบบภาพยนตร์,ซีรี่ส์และภาพยนตร์โฆษณา ผลงานทางด้านภาพยนตร์ต่างๆมากมาย อาทิ Unleased –คนหมาเดือดร่วมกับเจ็ทลี, B13 ของ ลุค แบสซง, Street Fighter, Entente Cordial, Le Boulet ของผู้กำกับ อแลง เบอร์เรียน, The Cage โดยนิโคลัส ฟอร์ซี , ในปี2002 "HK" ภาพยนตร์สั้นของฝรั่งเศส ที่สามารถคว้ารางวัล Best action short movie

ภาพยนตร์ซีรี่ส์ อาทิ Léa , secret de famille

ผลงานทางด้านโฆษณา อาทิ โตโยต้า วีโก้, ไวตามิลค์, ตู้เย็น ไทรตอน มิทซูบิชิ, เคทีซีแบงค์, Perfect Property, เบียร์สิงห์, รถเชฟโรเลต 4x4, โฆษณาทางโทรทัศน์ชุด Sting แพร่ภาพในเวียดนาม
3
ดาราหนังไทย / ประวัติ จีจ้า ญาณิน วิสมิตะนันทน์ (Yanin Vismitananda)
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ ตุลาคม 22, 2018, 07:54:02 PM »
ประวัติ จีจ้า ญาณิน วิสมิตะนันทน์ (Yanin Vismitananda)



..."ญาณิน วิสมิตะนันทน์" หรือ "จีจ้า" เกิด 31 มี.ค. 2527 สาวน้อยขี้โรคในวัยเด็กที่หันมาฝึกเทควันโด้เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงโดยมีคุณแม่เป็นแรงบันดาลใจ หลังจากเรียนเทควันโด้มาได้เพียงแค่ 2 ปี ก็สามารถคว้าสายดำดั้งที่ 1 ได้ในขณะที่มีอายุเพียง 13 ปี ตามด้วยสายดำดั้ง 2 และสายดำดั้ง 3 จนกระทั่งอายุ 14 ปีหันมาเป็นครูสอนเทควันโด้ และได้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาเทควันโด้เยาวชนกรุงเทพฯ ขณะเรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย จนสามารถคว้าเหรียญทองมาได้ในปี พ.ศ.2539 ระหว่างที่กำลังจะเรียนจบชั้นม.6 ได้มีโอกาสเข้าไปแคสติ้งภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่อง "เกิดมาลุย" ที่กำกับโดยพันนา ฤทธิไกร โดยต้องทดสอบความสามารถพื้นฐานทางด้านแอ็คชั่นไม่ว่าจะเป็นการเตะ การกระโดดในรูปแบบและท่าต่างๆ

...หลังจากนั้นมีโอกาสทำเวิร์คช็อพเดโมแอ็คชั่นการต่อสู้ให้กับทางปรัชญา ปิ่นแก้วและเสี่ยเจียง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ แห่งสหมงคลฟิล์มฯ จนทางสหมงคลฟิล์มตัดสินใจเปิดไฟเขียวสร้างโปรเจ็คต์ภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่อง "ช็อคโกแลต" ให้ จีจ้า ญาณิน รับทนำโดยเฉพาะ โดยมีพันนา ฤทธิไกรทำหน้าที่บ่มเพาะทักษะและความสามารถทางการต่อสู้ให้กับจีจ้าโดยเฉพาะตลอด 4 ปี และใช้เวลาในการถ่ายทำถึง 2 ปีเต็ม กระทั่งเมื่อภาพยนตร์เปิดตัวเข้าฉายในเดือนกุมภาพันธ์ 51 ชื่อของ "จีจ้า ญาณิน" ที่มาพร้อมสโลแกน "เล่นจริง เจ็บจริง" ก็เป็นที่รู้จักและประสบความสำเร็จไปทั่วทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ
4
ดาราหนังไทย / ยิปซี-คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ ตุลาคม 21, 2018, 06:47:02 PM »
ยิปซี-คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์

ข้อมูลส่วนตัว

วัน/เดือน/ปีเกิด 12 สิงหาคม พ.ศ.2530

ส่วนสูง/น้ำหนัก 165 ซ.ม. / 47 ก.ก

ผลงานที่ผ่านมา

โฆษณา - ขนมอบกรอบเคนโด้, ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์, ลูกอมซูกัส, True Move

มิวสิควิดีโอ – "คนดื้อดึง" (ศิลปิน Nice to Meet You), "แค่หนึ่งในคนใกล้ตัว" (ศิลปิน Forget Me Not) / "รักได้คนเดียว" (ศิลปิน เตชินต์)

ภาพยนตร์สั้น - หวานขม BITTERSWEET BOYdPOD THE SHORT FILM ตอน "น้องเอ๋ย"

การศึกษา ศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ (อินเตอร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

งานอดิเรก เล่นไอซ์สเก็ต,ถ่ายรูป,วาดรูป

อาหารจานโปรด อาหารญี่ปุ่น,อาหารอิตาเลี่ยน

ประเทศที่อยากไป ญี่ปุ่น

แหล่งช็อปปิ้ง สยามฯ, จตุจักร

นักร้องที่ชื่นชอบ Rihanna, ดา เอ็นโดฟิน, BIGBANG, Beyonce, Wondergirls

หนังที่ชอบ Batman, Spider man, Love Actually
5
ดาราหนังไทย / สิรินดา เจนเซ่น
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ ตุลาคม 21, 2018, 06:42:11 PM »
ชื่อ-นามสกุล สิรินดา เจนเซ่น

ชื่อเล่น ซินดี้

รับบทเป็น ซินดี้

อายุ 25 ปี

วันเกิด 26 ตุลาคม 2526

การศึกษา จบการศึกษาจาก Copenhagen Business College

งานอดิเรก การเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะชายทะเล

ความสามารถพิเศษ เต้นบอลล์รูม และการเต้นรำสไตล์อเมริกัน-ละติน ในฐานะที่เป็นนักเต้นรำฝึกหัดก่อนจะเข้าสู่ระดับมืออาชีพที่ประเทศเดนมาร์ก

ผลงาน

- เข้าร่วมประกวด "Miss World University" (นางงามมหาวิทยาโลก) ปี 2000 ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ และได้รับรางวัล "ขวัญใจช่างภาพ"

- ได้รับตำแหน่ง "Miss Denmark Teen" ในปี 2001 และได้รับโอกาสเข้าร่วมประกวด "Miss Global Queen" ณ กรุงมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ในปีเดียวกัน

- ได้รับตำแหน่ง "Miss Thailand World" ปี 2005 ทำให้ได้รับโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวด "Miss World" ปี 2005

- ถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา และเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์บำรุงมากมาย ล่าสุด คือ ผลิตภัณฑ์สก็อต คอลลาเจน อี

- เป็น CJ ช่องแฟชั่นประเทศไทย "Chic Channel"
6
ดาราหนังไทย / พิศาล ศรีมั่นคง
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ ตุลาคม 21, 2018, 06:41:48 PM »
ประวัตินักแสดง

ชื่อ-นามสกุล พิศาล ศรีมั่นคง

ชื่อเล่น ใหม่

รับบทเป็น ภูเก็ต

อายุ 25 ปี

วันเกิด 24 กรกฎาคม 2526

การศึกษา ปริญญาโท บริหารการตลาด San Francisco State University, สหรัฐอเมริกา

ส่วนสูง สูง 180 ซม.

น้ำหนัก 68 กิโลกรัม

อธิบายความเป็นตัวเอง เป็นคนสนุกสนาน สบายๆ เข้ากับคนง่าย ขี้อำ ขี้เล่น

งานอดิเรก ชอบออกกำลังกาย ชอบท่องเที่ยว

ความสามารถพิเศษ เล่นดนตรี เช่น กีตาร์ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม

ความใฝ่ฝัน อยากเป็นนักแสดงที่ดีและประสบความสำเร็จ
7
ดาราหนังไทย / มาช่า วัฒนพานิช
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ ตุลาคม 21, 2018, 04:20:26 AM »
มาช่า วัฒนพานิช

วันเกิด 24 สิงหาคม 2513 / ภูมิลำเนา เยอรมนี / ศาสนา พุทธ / พี่น้อง 2 คน

อุปนิสัย มั่นใจ ช่างคิด / กีฬา ว่ายน้ำ ปิงปอง ออกกำลัง แบบฟิตเนส / แนวเพลงที่ชอบ โฟล์คร็อค, คันทรี่ร็อค และอะคูสติกร็อค

บุคคลที่เป็นฮีโร่ พี่เต๋อ เรวัติ พุทธินันทน์ /

เริ่มเข้าสู่วงการ ตั้งแต่อายุ 14 ถ่ายแบบนิตยสาร, ถ่ายโฆษณาลูกอมยี่ห้อหนึ่ง และเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในปี 2529 เรื่อง ตำรวจเหล็ก

ผลงานภาพยนตร์ ตำรวจเหล็ก, จงรัก, วนาลี, กว่าจะรู้เดียงสา

ผลงานละคร อยู่เพื่อรัก, กว่าจะรู้เดียงสา, วังน้ำวน, นางสาวไม่จำกัดนามสกุล, หงษ์เหนือมังกร, เจ้าสาวมืออาชีพ, บ่วงบรรจถรณ์, แสงดาวสายลม

ผลงานโฆษณา สบู่ลักษ์, มันฝรั่งเลย์, แชมพูเฮดแอนด์โชลเดอร์

แนวเพลง POP

รางวัลที่เคยได้รับ

- ตุ๊กตาทอง ภาพยนตร์เรื่อง จงรัก

- ตุ๊กตาเงิน ภาพยนตร์เรื่อง ตำรวจเหล็ก

- รางวัลโทรทัศน์ทองคำ ประจำปี 2535 สาขา ดารานำฝ่ายหญิงดีเด่น ละคร ไฟโชนแสง

- รางวัลโทรทัศน์ทองคำ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2543 สาขาดารานำฝ่ายหญิงดีเด่น ละคร หงส์เหนือมังกร

- เข้ารอบ 1 ใน 5 ศิลปินหญิงยอดนิยมของรายการ MTV ASIA AWARDS

หลักการทำงาน ให้ใจกับงานทุกงานที่ทำ
8
"พลอย จินดาโชติ" กับหนังเรื่องแรกในชีวิต "กระสือวาเลนไทน์" 
เขียนโดย ปชส.สหมคฟ.      
อังคาร, 07 กุมภาพันธ์ 2006

...เป็นที่จับตามองในฐานะนักแสดงหญิงรุ่นใหม่มากฝีมือคนหนึ่งของวงการสำหรับ "พลอย จินดาโชติ" ซึ่งโด่งดังมาจากละครทีวีหลายต่อหลายเรื่อง ล่าสุดเธอกำลังจะมีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตอย่าง "กระสือวาเลนไทน์" หนังดราม่า-สยองขวัญที่เธอรับบทเป็น "สาว" พยาบาลแสนสวยที่เชื่อมั่นในพรหมลิขิตแห่งรัก แต่แล้วความรักกลับนำพาให้เธอไปพบกับหลากหลายเหตุการณ์สยองแบบคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

บทบาท-คาแร็คเตอร์

- ในเรื่องจะรับบทเป็น "สาว" นางพยาบาลที่เดินทางมาจากอรัญฯ เพื่อที่จะมาทำงานในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ สาวจะเป็นคนที่เชื่อมั่นในความรัก เชื่อในพรหมลิขิต เชื่อเรื่องคู่ แต่ตัวเองเนี่ยผิดหวังเรื่องความรักตั้งแต่ทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด จริง ๆ สาวมีคู่รักอยู่แล้ว แต่คู่รักของตัวเองมารู้ว่า ตัวของสาวนี่มีปัญหา คือรู้ว่าสาวเป็นผี เขาก็เลยหาทางเลิก คอยหลบตลอด จนสุดท้ายผู้ชายก็ไปแต่งงานใหม่ ทำให้ตัวสาวเสียใจก็เลยมุ่งสู่กรุงเทพฯ เพื่อที่จะลืมอดีต แล้วก็ตามหาสิ่งที่ตัวเองต้องการในอนาคต

- พอย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ต้องมาทำงานในโรงพยาบาลเก่า ๆ ที่กำลังจะเจ๊ง มาเจอกับหมอใหญ่ที่คอยหาโอกาสแทะโลม แล้วยังต้องมารู้ว่าตัวเองเป็นกระสืออีก เหมือนกับว่าตัวสาวเองต้องเจอกับเหตุการณ์ร้าย ๆ ซ้อนกันหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน เพราะฉะนั้นช่วงที่เค้าเข้ามาเป็นพยาบาลที่กรุงเทพฯ เนี่ย อารมณ์ของตัวแสดงก็จะค่อนข้างสับสนค่ะ เหมือนแบบขรึม ๆ เครียด ๆ และอยู่ในสภาวะกดดันด้วย แต่ในช่วงที่เป็นกระสือเนี่ย เค้าจะเป็นอีกลักษณะหนึ่ง คือค่อนข้างจะกลัวคนมาทำร้าย คือเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรด้วย

เข้ามาเล่นหนังเรื่องนี้ได้ยังไง

- ที่เข้ามาเล่นหนังเรื่องนี้นะคะ ก็เพราะว่ามีการติดต่อจากพี่ต้อม ยุทธเลิศให้เข้ามาคุย เพราะพี่ต้อมเค้าเห็นภาพพลอยจากหนังสือพิมพ์ แล้วก็เรียกเข้าไปคุยด้วย พี่จะทำหนังประมาณนี้ ประมาณนี้นะ สนใจมั้ย แต่จริง ๆ พลอยกะไว้แล้วว่า พี่ต้อมโทรมาเนี่ย ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ก็เล่นอยู่แล้วล่ะ คือเป็นผู้กำกับที่เราอยากจะทำงานด้วย เพราะเป็นหนังเรื่องแรกของพลอยด้วย ก็คิดไว้ว่า ถ้าได้เล่นหนังซักเรื่องหนึ่ง ก็จะทำงานกับผู้กำกับคนนี้ ตอนที่ไปคุยด้วย เราคิดในใจอยู่แล้วว่า คือ ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอยังไง เราก็ตกลงเล่นตั้งแต่แรกแล้ว

ปรับตัวกับการแสดงหนังเรื่องแรกยังไง

- จริง ๆ แล้ว ก็จะคุยกับพี่ต้อมก่อนจะถ่ายจริงนะคะว่า พี่เค้าต้องการอะไรยังไง พี่ต้อมเค้าก็จะเน้นความเป็นธรรมชาติมากกว่า คือจะให้เอาบทกลับไปอ่าน แล้วถ้าเราไม่เข้าใจตรงไหนก็จะให้มาถาม ก็จะทำไปตามที่ผู้กำกับต้องการ แต่ก็จะมีการเวิร์คช็อปก่อนที่จะถ่าย พอถ่ายจริง พี่ต้อมเค้าก็จะคอยกำกับ ดูจากตัวเราด้วยว่า ตัวพลอยเองสามารถจะเล่นอะไรได้มากน้อยแค่ไหน แล้วสิ่งที่เราเล่นมาอยู่ในระดับที่พอดีหรือเปล่า มันขาดหรือเกิน พี่ต้อมเค้าก็จะคอยบอกหน้าเซ็ทอีกทีนึงค่ะ สำหรับการเล่นหนังเรื่องแรก พลอยก็ไม่ได้เรียนการแสดงอะไรเพิ่มเติมนะคะ ที่เล่นนี่ก็ให้พี่ต้อมช่วยกำกับทั้งนั้นเลย แล้วก็ฝึกฝนเอาเองด้วย

โดยส่วนตัวคิดว่าหนังกับละครต่างกันยังไง

- พลอยมีความรู้สึกว่าหนังเนี่ย มันไม่ต้องเล่นเยอะค่ะ อันนี้จากที่พี่ต้อมกำกับพลอยนะคะ จะมีความเป็นธรรมชาติ คือทุกอย่างจะเป็นเหมือนจริงน่ะค่ะ เหมือนคนจริง ๆ ในละครบางทีเนี่ย ความที่จอทีวีมันแคบ เราก็เลยอาจจะต้องเล่นเยอะ เพื่อที่จะให้คนดูเค้ารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ แต่สำหรับหนัง การเคลื่อนไหวหรือการสื่ออารมณ์แค่นิดเดียว คือไม่ต้องขยับมาก คำพูดอะไรหลาย ๆ อย่าง คือเล่นนิ่ง ๆ อ่ะค่ะ คนดูก็จะเข้าใจแล้ว

นิสัยตัวละครเหมือนหรือต่างจากตัวพลอยยังไง

- ก็ถ้าเกิดว่า บางทีช่วงอารมณ์ที่เงียบ ๆ ก็จะคล้าย ๆ เหมือนกันนะคะ เพราะว่าพี่ต้อมเค้าก็จะปรับบทให้เข้ากับพลอยและตัวแสดงด้วย อย่างบทที่มาครั้งแรกกับครั้งที่สอง ครั้งที่สามจะถูกปรับให้เข้ากับตัวนักแสดง คือพี่ต้อมเค้าจะไม่ฝืนอะไรที่ไม่ใช่เราน่ะค่ะ

ความยาก-ง่ายของบท

- คือเรื่องนี้ บทพูดของพลอยจะน้อยนะคะ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์เยอะมาก ๆ เพราะฉะนั้น เหมือนกับว่า เวลาที่เราจะแสดงอะไรออกไป ก็จะต้องสื่อให้ค่อนข้างชัดเจนว่า ตอนนั้นตัวละครกำลังรู้สึกอะไรอยู่ ตรงนี้ค่ะที่จะยาก

อุปสรรคทางการแสดง

- อุปสรรคก็จะอย่างบางทีจะไม่เข้าใจบท ไม่เข้าใจว่าผู้กำกับต้องการอะไร อันนี้ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำการบ้าน และมาคุยกับผกก. คือพี่ต้อมเค้าจะมากำกับหน้าเซ็ทเลย เค้าจะให้เราเล่นไปก่อนรอบแรก แล้วถ้าเค้าต้องการอะไรเพิ่มเนี่ยเค้าจะมาบอก ปัญหาในการแสดงคือบางทีพลอยเกร็ง แบบกลัว ๆ ว่าเราเล่นอย่างนี้จะดีมั้ย คือเราจะเป็นกังวลก่อนแสดงจริงอ่ะค่ะ

กดดันมั้ย

- กดดันมั้ย วันแรกก่อนที่จะมาถ่ายก็รู้สึกกดดัน เพราะเราไม่รู้ว่าจะเตรียมตัวยังไง เราไม่รู้ว่าที่เราเตรียมมามันถูกหรือเปล่า จะตรงตามที่ผู้กำกับต้องการมั้ย แต่หลังจากที่มาร่วมงานวันแรกแล้วก็คือ มีการปรับตัวแล้วก็เริ่มรู้แล้วว่าที่นี่ทำงานยังไง เราก็สบายใจขึ้น

ฉากแรกที่ได้แสดงคือฉากอะไร

- ฉากแรกที่เข้ามาคือ เข้ามาที่โรงพยาบาลแล้วเจอกับเป็นคล้าย ๆ กับหัวหน้าพยาบาล เป็นคนที่คอยแนะนำว่าส่วนไหนของแต่ละโรงพยาบาลทำอะไรบ้าง และเราต้องทำอะไรบ้าง ก็จะเป็นฉากที่ต้องถือกระเป๋าสองข้างเข้ามา แบบเพิ่งลงรถไฟมาจากต่างจังหวัด แล้วหมอก็คอยให้พยาบาลคนนี้คอยแนะนำพาไปที่บ้านพักของเรา ก็จะมีแบบว่าเดินเข้ามาแล้วก็จะดูรอบ ๆ โรงพยาบาลว่าบรรยากาศมันเป็นยังงี้ แล้วเราก็มองตาม นี่หรือโรงพยาบาลที่เราต้องมาทำ ก็รู้สึกกลัว ๆ ค่ะ นี่คือฉากแรกที่ได้แสดงค่ะ หลายเทคมาก ครึ่งวันได้มั้งคะ

โลเกชั่นที่ใช้ถ่ายทำ

- โลเกชั่นน่ากลัวค่ะ โรงพยาบาลมันเป็นแบบว่า คือพอมันเจอกับแสง เจอกับบทที่เราได้รับและเล่นไปในสภาพแวดล้อมแบบนั้น มันยิ่งส่งผลให้หนังมีความรู้สึกว่า ถ้าเราเป็นคนดูเราจะยิ่งมีอารมณ์ร่วมไปด้วย

กลัวผีมั้ย

- ไม่กลัวนะคะ แต่คือเชื่อเรื่องกรรมค่ะ เชื่อว่าแบบเราทำอะไร เราก็จะได้รับแบบนั้นน่ะค่ะไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือในอนาคต ในกองถ่ายก็ยังไม่เจอเรื่องอาถรรพณ์อะไรนะคะ

การทำงานกับผู้กำกับ

- พี่ต้อมเป็นคนสนุก สบาย ๆ ทำงานเนี่ยเหมือนมาเที่ยว ส่วนการกำกับการแสดง พลอยคิดว่า พี่ต้อมเค้าเป็นคนครีเอทอ่ะค่ะ เวลามองอะไรอย่างเดียวกันเนี่ย พี่ต้อมเค้าจะมองได้หลาย ๆ แง่ เค้าจะมองไปได้ไกลกว่าที่เรามอง เหมือนภาพเดียวกันแต่พี่ต้อมจะวิจารณ์อะไรได้เยอะมาก ซึ่งเป็นผลดีกับการกำกับ

- คือเค้าจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนที่สอนได้ดีทีเดียว คือจะเป็นคนที่คอยแนะนำตลอด แล้วก็ทำงานไม่เครียดค่ะ ส่วนมากพี่เค้าจะแนะนำที่หน้าเซ็ทนะคะ ว่าแบบพี่ต้อมเค้าต้องการอะไรยังไง จะให้เราเล่นออกมาก่อน แล้วถ้าต้องการเพิ่มหรือลดยังไง พี่ต้อมก็จะบอกอีกทีนึง

การทำงานกับพระเอก

- เต้ก็ดีค่ะ เป็นคนอัธยาศัยดีมาก เค้ารุ่นเดียวกับพลอยด้วยค่ะ เลยเข้ากันได้ดี ก็สนุกดีค่ะ เรื่องการแสดงเค้าถือเป็นรุ่นพี่ แต่เค้าก็ไม่ได้สอนอะไร แต่ก็ดู ๆ กันเล่นทั้ง 2 ฝ่ายน่ะค่ะ

ฉากประทับใจ

- ก็จะมีฉากที่ ตอนที่ตัวสาวจะพยายามสอน พยายามทำให้หนุ่มเค้าระลึกได้ว่า สิ่งที่เค้ามีอยู่ หลักฐานต่าง ๆ ที่เค้ามีอยู่เนี่ย มันคืออะไร เป็นสิ่งที่เราต้องการคำตอบจากผู้ชายคนนี้ค่ะ คือความพยายามของเค้า ความพยายามของผู้ชายที่จะฟื้นด้วย ตรงนี้น่ะค่ะที่มันดูแล้ว อืม อย่างตอนพลอยอ่านบท พลอยก็รู้สึกประทับใจตรงนี้ค่ะ เพราะมันต้องทำอารมณ์เยอะด้วยค่ะ

แล้วฉากที่ยากล่ะ

- ฉากที่ยากสำหรับพลอยคือฉากที่ไม่มีบทพูดค่ะ คือเล่นอย่างเดียวเลย เพราะว่าการที่จะสื่อสารโดยไม่มีคำพูด ไม่มีอะไรเนี่ย เป็นสิ่งที่ยากสำหรับพลอย เพราะมันต้องใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวเราออกมาให้หมดค่ะ ถ้าเกิดว่าเราเล่นได้ไม่ชัดเจน คนดูเค้าก็จะไม่สามารถรับรู้ได้ว่า เรากำลังสื่อสารอะไร

พูดถึงการแต่งเป็นกระสือ

- ฉากที่เป็นกระสือเนี่ย ก็คือ เค้าจะให้พลอยใส่ชุดเขียว ๆ เพื่อที่จะไปตัดต่อให้เหลือแค่ส่วนคอขึ้นไป และภาพของหน้าพลอยจะถูกตัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะไปทับโครงหน้าที่ได้หล่อเอาไว้น่ะค่ะ เหมือนกับว่ามันจะเป็นขั้นตอนในการตัดต่อ การทำซีจีอะไรอย่างงี้ ก็จะมีการหล่อโครงหน้าและไส้ไว้สำหรับเข้าฉากตอนเป็นกระสือ หน้าก็จะเหมือนพลอยเลยค่ะ เค้าก็จะแต่งผมเหมือนกับเรา ส่วนที่เป็นไส้กับหัวใจก็ต้องคล้องคอไว้ต้องรับน้ำหนักไว้นิดนึง ใช้เวลานานเหมือนกัน ตอนหล่อใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง แต่เวลาเข้าฉากนี่ก็จะนานหน่อยเป็นชั่วโมงเลย เราก็ต้องคล้องคอไว้ ก็ต้องรับน้ำหนักไว้ ก็ต้องทนเอานิดนึง

แล้วการเมคอัพใช้เวลานานมั้ย

- ไม่นานเลย เพราะพี่ต้อมเค้าจะต้องการแบบธรรมชาติ เพราะทุกวันที่เข้าฉากเนี่ยแทบจะไม่ได้แต่งหน้าอยู่แล้ว คือถ้ามากองถ่ายสภาพไหน เซ็ทผมนิดหน่อยก็ถ่ายเลย จะมีฉากที่วิ่ง ๆ อะไรเงี้ยก็จะฉีดน้ำแล้วเอาน้ำมันลงหน้า ปกติถ่ายหนังเนี่ยเค้าจะซับความมันออกใช่มั้ยคะ แต่หนังพี่ต้อมเนี่ยต้องเอาความมันซับลงไปให้มันกว่าเดิมอีก (หัวเราะ)

เคยดูเวอร์ชั่นเก่า ๆ ของกระสือมั้ย

- เคยดูเวอร์ชั่นเก่า ๆ ค่ะ ก็ตลกดี เวอร์ชั่นนี้ก็มีตลกบ้างเหมือนกันค่ะ เป็นบางส่วนค่ะ เป็นส่วนที่พลอยไม่ได้เล่นน่ะค่ะ

ความน่าสนใจของหนัง

- ความน่าสนใจ พลอยว่ามันมีหลากหลายอารมณ์เหมือนกันนะคะ มันไม่ใช่เศร้าอย่างเดียว มันไม่ใช่เกี่ยวกับความรักอย่างเดียว แต่มันก็มีความตลกอะไรด้วย นักแสดงแต่ละคนที่เล่นในเรื่องนี้ เค้าก็จะมีบทบาทแตกต่างกันไปที่ทำให้หนังน่าสนใจ คือไปถามพี่ต้อมว่ามันจะแนวไหนดีอ่ะพี่ มันจะตลกมั้ย มันไม่เศร้านะ เพราะว่าพลอยเล่นแล้วมันไม่เศร้า พี่ต้อมเค้าก็บอกไม่เศร้า เพราะพี่ดูแล้วก็โกรธพลอยไม่ลง พี่เค้าก็เลยปล่อยให้เป็นฟรีเลย เพราะแต่ละคนดู ก็คิดว่าคงจะรู้สึกไม่เหมือนกันค่ะ ด้วยฉากแต่ละฉากด้วย ก็คิดว่าน่าจะเป็นอะไรที่มันมีส่วนที่จะทำให้คนดูรู้สึกได้หลาย ๆ แบบมากกว่า
9
ควันหลง "เด็กหอ" รอบสื่อมวลชน...เดาก่อนดู มันไม่หมูอย่างที่คิด 
เขียนโดย the son      
อังคาร, 28 กุมภาพันธ์ 2006

...ณ เซ็นทรัลลาดพร้าว เวลาตะวันชิงพลบของวันพุธกลางสัปดาห์ ก่อนหนังฉายจริงหนึ่งวัน เรามีโอกาสได้ไปร่วมงานรอบสื่อมวลชนของภาพยนตร์สุดระทึกขวัญ สุดยอดแห่งภาพยนตร์ไทย เหนือจินตนาการ (เว่อร์ไปมากแระ...ติดนิสัยคนแถวนี้มาแหง ๆ...กลับเข้าสู่โลกแห่งความจริง) ก็จะเรื่องไหนซะอีกล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ภาพยนตร์ไทยที่ติดป้าย GTH & Phenomena เรื่องแรกของปีนี้ครับ "เด็กหอ"

...เปิดตัวด้วยอาหารบุฟเฟ่ต์แต่ไม่มีจาน มีแต่ถาดหลุมอ่ะ (สมเป็นเด็กหอ) ตอนแรกไม่ค่อยมีคนตักเท่าไหร่...ก็อายเค้า หลัง ๆ เนื่องจากอร่อย จึงมีคนรอต่อคิวกันคับคั่งมาก หลังจากอิ่มหนำสำราญกันดีแล้ว เงยหน้าและปากมัน ๆ ขึ้นมาดู ก็เห็นฝูงชนมากมาย ที่ไหนมั่งไม่รู้เต็มไปหมด ทำเอาชั้น 6 SFX เซ็นทรัลลาดพร้าว แคบไปกว่าเดิมมาก (เดิมทีก็ไม่ได้กว้างอยู่แล้ว) เราจึงเตรียมถ่ายรูปมาฝากกันดีกว่า โชคดีที่คิดได้ก่อนคนอื่น จึงได้ไปอยู่ข้างหน้า...ซะ (รูปถึงเป็นมุมเงยล้วน ๆ...ฮ่า ๆ ๆ)

...งานเริ่มแล้วครับ เปิดตัวด้วยเพลง...เอ่อ...(ไม่รู้จักชื่อครับ ขออภัย) ร้องโดยโฟกัสและแจ็ค แฟนฉัน หลังจากนั้นก็ได้ทราบว่าโฟกัสและแจ็คมาเป็นพิธีกรในงานนั่นเอง !!! ปล่อยมุขกันไปมา ขำบ้างไม่ขำบ้าง อภัยกันได้ (ฮ่า ๆ ๆ)

...เริ่มต้นด้วยการเชิญ พี่ไก่และพี่ฮาร์ท ซึ่งรับบทเป็นแม่และพ่อของต้น (แน็ก - ชาลี ไตรรัตน์) มาคุยกัน แล้วก็ร้องเพลง "ย้ำ" ของ bodyslam (ขอให้จำชื่อเพลงถูกทีเถ้อะ)

...ต่อมาเป็นการแจกรางวัลของผู้ที่ชนะการประกวด ประชา "ผี" จารณ์ 4 รางวัล โดยพี่ย้งเป็นผู้มอบรางวัล…

…และแล้วก็มาถึงคิวของคุณครูปราณี (พี่แหม่ม-จินตหรา) บรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยความสนุก จาก 2 พิธีกรแฟนฉันนั่นเอง พี่แหม่มมาร้องเพลงเต็ม ๆ ก็เป็นเพลง...อืมมม...ของ อัสนี-วสันต์ น่ะครับ ( ที่ร้องว่า "ไม่มีอะไรที่น่ากลัว เท่ากับตัวเราคิดมากไป") ช่วงหลัง มีนักแสดงเด็ก 5 คน (ยกเว้นแน็ก) ออกมาร่วมร้องเพลงด้วยครับ

...ในที่สุดก็มาถึงพระเอกของงาน (ฮ่า ๆ ๆ) แน็กก็ออกมายืนให้กัสกับแจ็คสัมภาษณ์ แน็ก-กัสก็คุยกันอย่างน่ารักน่าชัง จนแจ็คต้องตัดพ้อว่า "ใช่ซี้ แน็กมัน 'เด็กหอ' ส่วนเรามันแค่ 'เด็กเดน'..." ฮ่า ๆ ๆ ฮาครืน

...หลังจากนั้น แน็กก็โชว์เพลง "อยากจะบอกใครสักคน" คู่กับพี่หนุ่ย (ในจอ) ช่วงกลาง ๆ เพลง พี่ย้งในชุดนอนก็ออกมาร้องแทนพี่หนุ่ย ได้รับเสียงปรบมือกันอย่างมากมาย ช่วงใกล้จบพี่ ๆ ผู้กำกับกลุ่ม "แฟนฉัน" อีก 5 คนในชุดนอน ก็ออกมาร้องประสานเสียงกันอย่างสนุกสนาน

...พี่เอส (ผู้กำกับ "เพื่อนสนิท") ทรงผมแปลกตาไป เพื่อนเลยถามว่าตัดผมทรงอะไร พี่เอสตอบว่า "ทรงยศ" (ฮา...คิดได้ไงนั่น) แบบว่าตัดผมให้เข้ากับพี่ย้งนั่นเอง

...หลังจากพูดคุยกันเสร็จสรรพ ทีมนักแสดงและผู้กำกับถ่ายรูปร่วมกับ ผู้บริหารระดับสูง GTH และฟีโนมีน่า ต่อมาก็สื่อส่วนใหญ่มารุมสัมภาษณ์ พี่ย้ง, แน็ก และพี่แหม่ม จากนั้นก็แยกย้ายกันเข้าไปชมภาพยนตร์ (มีฉายพร้อมกัน 6 โรงแน่ะครับ น่าจะรวมกับโรงที่คนไปดูปกติและก็ใส่ชุดนอนดูฟรีด้วยแหละคับ)

...เข้ามาถึงในโรงภาพยนตร์ก็ได้ชมตัวอย่างหนังไทยจุใจจริง ๆ (จนคนแถวนี้อิจฉา เพราะพี่เค้าไปดูเองแล้ว ดันไม่มีตัวอย่างหนังไทยฉายซักกะเรื่อง) ที่จำได้ก็มี "ไพรรีพินาศ" ของโมโนฟิล์ม (ตัวอย่างหนังใช้ได้เลยนะครับ), "น้ำพริกลงเรือ" ของพระนครฟิล์ม (ฉากเหมือนจะโป๊ กะฉากตลกแบบแหวะ ๆ เยอะครับ แต่ก็ถือว่าทำให้บางคนขำกันได้), "ไทยถีบ" ของอาร์เอสฟิล์ม (ดูตัวอย่างหนังแล้ว มันก็ยังงง ๆ อยู่ แต่ก็ตัดมาก็พอใช้ได้ครับ), "อินวิซิเบิลเวฟส์ คำพิพากษาของมหาสมุทร" ของไฟว์สตาร์ (ดูตัวอย่างหนังแล้วก็มีแนวเป็นของตัวเองจริง ๆ แต่ก็สื่อได้ขนลุกทีเดียว) และที่ขาดไม่ได้ จะเรื่องอะไรซะอีก ก็ "หมากเตะ...โลกตะลึง" หนังแบรนด์เดียวกับ "เด็กหอ" ที่จะฉายนั่นเอง ตัวอย่างหนังก็ทำให้คนขำกันทั้งโรงได้แบบสบาย ๆ ครับ จะรอดูนะครับ ว่าบอลไทยโค้ชบราซิล หรือบอลลาวโค้ชไทยที่จะได้ไปบอลโลกกันแน่ !!!

...ถึงเวลาหนังฉายแล้ว เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ จะเล่ามากก็กระไรอยู่ เอาเป็นว่าเป็นรับรองว่าทุกคนที่คิดว่าหนังจะเป็นยังไงก่อนไปดู ก็ต้องมีหน้าแตกหัวทิ่มกันเป็นทิวแถว อิอิ

..."เด็กหอ" เป็นหนัง coming of age ที่แสดงผ่านเรื่องราวและบรรยากาศที่ลึกลับน่ากลัว ถ้าใครได้อ่านบทสัมภาษณ์ของพี่ย้ง-ผู้กำกับหนังเรื่องนี้มาบ้าง ตามนิตยสารหรือเว็บไซท์ต่าง ๆ ก็จะเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่หนังผีหลอก ตั้งแต่แรกแล้ว

...ตัวอย่างหนังก็ไม่ได้ออกมาเป็นหนังผีหลอก เพียงแต่ว่ามีบรรยากาศที่น่ากลัว แต่ด้วยหนังไทยที่ผ่านมา ไม่เคยมีเรื่องไหนที่มีบรรยากาศน่ากลัวแล้วจะไม่เป็นหนังผีหลอก เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องแรกที่ทำได้ลึกซึ้งและกินใจดีจริง ๆ

...ในเนื้อเรื่องของหนังเล่าเรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนผ่านบรรยากาศที่ดูลึกลับและน่ากลัว ในเรื่องยังมีอารมณ์เหงา ซึ้ง และมีมุขตลกสอดแทรกไปด้วย ซึ่งดูแล้วมันลื่นไหลไปได้ดีครับ

...จริง ๆ ถ้าจะพูดว่า ในหนังชาตรีได้เติบโตขึ้น ผมเองได้โตขึ้นในเรื่องการดูหนังเช่นกัน หนังเรื่องนี้มันเป็นอะไรที่มากกว่าหนังลึกลับ มีอะไรในดี ๆ ในหนังมากกว่าผี

..."ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน" น่าจะเป็นประเด็นหลัก ที่ "เด็กหอ" ต้องการจะนำเสนอ...หนังเรื่องนี้มีทั้งความเหงา และความสดใส มีความประทับใจและความน่ากลัว...ทำให้คุณ ขนลุกได้ เบิกบานใจได้ หัวเราะได้ เศร้าได้ ซึ้งได้

...สุดท้าย แน็กแสดงดีกว่าที่คาดมาก โดยเฉพาะฉากดราม่าของต้น และนักแสดงอื่น ๆ เช่น ครูปราณี, วิเชียร และนักแสดงเด็กทุกคน ต่างมีคาแร็คเตอร์ที่แตกต่าง สร้างทั้งสีสัน และทำให้บทของต้นได้โตขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปจริง ๆ รวมทั้งพ่อ-แม่ของต้นด้วย...อ้อ พี่น้ำตาลน่ารักอ่ะ อิอิ

...คงบอกได้คำเดียวว่า ไม่เสียดายเงินค่าตั๋วแน่นอนครับ ผมดูฟรีแล้วยังอยากจะไปเสียตังค์ดูอีกหลาย ๆ รอบ ไหน ๆ ก็ได้ชมหนังดี ๆ แล้ว ก็ช่วยอุดหนุนเค้าซะหน่อย

...หนังจบแล้วครับ มาชมภาพช่วงหลังจากออกจากโรงภาพยนตร์กันบ้าง ยังมีคนมาขอถ่ายรูป+ลายเซ็นกันอย่างคับคั่ง ไม่ยอมกลับกันเลยทีเดียว...อิ่มอกอิ่มใจมาก ๆ ครับ

10
ดาราหนังไทย / ประวัติน้องเกรซ ด.ญ. นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ ตุลาคม 20, 2018, 03:25:00 AM »
หลายคนรู้จัก น้องเกรซ ในฐานะของลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเสี่ยเจียง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ ผู้อำนวยการสร้างที่คร่ำหวอดและมีส่วนสำคัญกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะประธานบริษัทสหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนล และนายกสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ

แต่ถ้าในฐานะนักแสดง เธอแจ้งเกิดจากผลงานการแสดงในบทนำเรื่องแรกอย่าง "เอ๋อเหรอ" จากบทบาทของ "ลูกแก้ว" เด็กผู้หญิงที่แก่นแก้วไม่ต่างจากเด็กผู้ชายซึ่งมีเพื่อนสนิทเป็นเด็กพิเศษอย่างต๋อง ที่ร่วมเดินทางผจญภัยไปด้วยกัน โดยผ่านการกำกับของพจน์ อานนท์

น้องเกรซเป็นเด็กผู้หญิงวัย 9 ขวบที่มีความพิเศษหลายอย่างอยู่ในตัว อาทิสามารถทำลิ้นสามแฉก(ลิ้นห่อหมก), ลิ้นสองแฉก, ยกขาพาดคอ ชอบร้องเพลงและเต้นเก่ง

หลายคนที่ได้คลุกคลีหรือรู้จักน้องเกรซ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า เกรซคือ "เด็กมหัศจรรย์สุดไฮเปอร์" ที่อารมณ์ดี ขี้เล่น อยู่เฉยไม่เป็น ฉลาด ช่างคิดเกินเด็กธรรมดา มีความรับผิดชอบสูงรักการแสดง พอ ๆ กับรักเรียนและชอบไปวัด ไปมาหมดแล้วทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะวัดในอยุธยา

ชื่อนวรัตน์ มีความหมายคือ แก้ว 9 ประการ เนื่องจากเกิดวันที่ 9 เดือน 9 (กันยายน) ปี 2539 ตอน 9โมง 39 นาที ที่โรงพยาบาลพระราม 9 ห้องคลอดเบอร์ 9 พร้อมน้ำหนัก 3.69 กิโลกรัม ว่ากันว่าเกรซเกิดมา พร้อมกับเลขประจำตัวคือเลข 9 ปีนี้เกรซอายุ 9 ขวบแล้ว

ปัจจุบันเกรซเรียนอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี อินเตอร์เนชั่นแนล (RIS) เกรด 4 เทียบได้กับชั้น ป. 4

เกรซเป็นเด็กผู้หญิงที่หลายคนคิดว่าเป็นเด็กผู้ชาย อาจจะเป็นเพราะอุปนิสัย ท่าทาง โดยเฉพาะทรงผม ซึ่งมีที่มา ก่อนหน้านี้ผมของเกรซยาวสลวยเหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไป แต่เป็นเพราะการที่ตัวเกรซเองมีโรคประจำตัวคือเป็นโรคภูมิแพ้ ชนิดไม่ธรรมดา ตั้งแต่แพ้อากาศ, น้ำยาซักผ้า, ดอกไม้, ขนสัตว์, ขนพรม, ฝุ่น, อากาศร้อน, น้ำยาโกรกผม, น้ำยาไฮไลท์, สบู่, แชมพู ถึงขนาดที่ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่แพ้แชมพู จนทำให้เกรซเองต้องสกินเฮด มาแล้ว เพราะผมร่วงเป็นกระจุก ๆ จนทำให้หลายคนคิดว่าเกรซเป็นเด็กผู้ชาย หลังจากนั้นเป็นต้นมาเกรซก็เลยไว้ผมสั้นมาตลอด

และที่สำคัญ กิจกรรมส่วนใหญ่ที่เกรซชอบเล่นก็ดันเป็นพวกเกมต่อสู้ เกมยิง หรือไม่ก็เล่นปืน โดยเฉพาะฟุตบอลที่เป็นกีฬาสุดโปรด โดยตำแหน่งแรกที่เล่นคือ ผู้รักษาประตู แต่หลัง ๆ โดนคำสั่งห้ามเล่นโดยเด็ดขาดแล้ว เพราะไม่งั้นกระดูกขาของเกรซต้องงอกปูด ๆ จนเท้าเสียทรงอย่างแน่นอน รวมไปถึงการแพ้นมวัว จึงต้องหันไปดื่มนมถั่วเหลือง และนมถั่วเหลืองนี่เองที่ทำให้น้องเกรซกลายเป็นเด็กไฮเปอร์ในสายตาของใครอีกหลายคน เนื่องจากปกติแล้วเด็กไทยจะไม่มีเอนไซม์ในการย่อยโปรตีนจากนมถั่วเหลืองเท่าที่ควร ซึ่งมีอยู่ปริมาณสูง ทำให้การเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกาย ที่ไม่ทันความร้อนในตัว ก็จะก่อให้เป็นพลังทำให้เด็กอยู่ไม่สุข นั่งนิ่งไม่เป็น คิดโน่น ทำนี่ตลอดเวลา

ตอนนี้เกรซใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเรียนหนังสือและการถ่ายภาพยนตร์ หลังจากปิดกล้อง "ข้าวเหนียวหมูปิ้ง" แล้ว เกรซยังมีผลงานการแสดงตามมาติด ๆ อีกใน "ไฉไล" ก่อนจะต่อด้วย "POWER KIDS", "นเรศวร" และ "ส้มตำ" โดยที่จะเลือกถ่ายหนังส่วนใหญ่เฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์เท่านั้น
หน้า: [1] 2 3 4