แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - admin

หน้า: [1] 2
1
แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า : ไม่มีส่ายหัวระอา มีแต่พยักหน้าสนุกสนิทใจ 
เขียนโดย Obelisk      
ศุกร์, 01 ธันวาคม 2006

และแล้วฉันก็ค้นพบด้วยสายตาตัวเองว่า หนังนอกสายตา ดูท่าไร้สมองและไม่มีชั้นเชิงอย่าง "แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า" ได้อารมณ์บันเทิงกลับมาพะเรอเกวียน หลังจากได้เผาผีและไว้อาลัยให้กับหนังไทย 2 เรื่องก่อนหน้า

ในขณะที่ไม่แม้แต่จะคิดลากขาตัวเองไปดู "พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า" เรื่องปฐมภาค เพราะขยาดกลัวหนังตลกคาเฟ่เล่นหนังตลกคาเฟ่ที่ยังคงเป็นตลกคาเฟ่

แต่ "แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า" มาด้วยชั้นเชิง (ขออภัยหากยกย่องมากเกินงาม) ที่เหนือกว่าหลายขุมจากหนังตลกคาเฟ่ดาดดื่นเรื่องอื่น ๆ ไม่ใช่เพราะน้องแดนต๊องได้น่ารักเพียงอย่างเดียว

เมื่อเครดิตปิดท้ายทะยานขึ้น ความดีน่าจะอยู่ตรงนี้กระมัง เมื่อหนังได้มีคนเขียนบทที่ชื่อ พิง ลำพระเพลิง พี่คนเดียวกับที่กำกับหนังตัวเองได้อย่างพิกลพิการ อิหลักอิเหลื่อ แล้วคนดูอย่างฉันเลยชี้ชัดฟันธงว่าอาการไม่เอาทางไหนซักทางของพี่เค้าเรียกว่า ห่วยโว้ย นั่นแหละ "โคตรรักเอ็งเลย"

แต่ความเป็นพิง ลำพระเพิง ที่ทำหน้าที่ได้ดีในหนังของตัวเองคือ ความใส่ใจในอาการกุ๊กกิ๊กในความละมุนของความรัก เลยขัดเกลาเสี้ยนตลกคาเฟ่ให้เนียนได้ แล้วโปะใส่อารมณ์ดราม่า ผลิตภัณฑ์หนังที่ได้จึงออกมาเป็นบทสนทนาของคนสองคนที่รักกัน ได้อย่างน่ารัก ไม่เสี่ยว ไม่แหวะ ไม่เฟค และคนมีความรักบางคนก็นั่งอมยิ้มน้อย ๆ ตามไปอย่างน่ารักน่าชัง

"แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า" แน่ ๆ ว่าไม่ใช่หนังดีประกันการันตีคุณภาพ แต่คือหนังที่หากว่ากันในแง่สินค้าเชิงพาณิชย์ที่จะขายความ "บันเทิง" แลกกับเงินคนดู ผลลัพธ์คือทำได้สำเร็จจริงโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ ไม่ได้เอาสินค้าห่วย ๆ มาย้อมหลอกขาย หรือโชว์แค่ว่ามีแพ็คเกจจิ้งดี ๆ แต่คลุมความกลวงโบ๋โหว่แหว่งของหนังไว้

หนังเรื่องนี้พอจะได้เรื่องได้ราวบันเทิง เพราะมุขตลกคาเฟ่ดูลด ๆ น้อย ๆ ลง ไม่เกินขอบหนังให้เลอะเทอะ และไดเร็คชั่นของหนังยังคงอยู่ได้ไม่โดนโยนทิ้ง และอยู่ได้จนจบเรื่อง

แล้วในไดเร็คชั่นตรงนั้นคือ กลุ่มก้อนที่เรียกว่า ดราม่า ซึ่งส่งเอฟเฟ็คต์ให้หนังดึงคนดูไว้ได้ด้วยความรู้สึกร่วมกันอยู่หมัด

มุขตลกสารพัดใน "แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า" ออกมาค่อนข้างจะผ่านกระบวนการคิด การทำงานของบทมาแล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้นักแสดงตลกมาเล่นกันเอง ซึ่งแน่นอนว่าเละและเลอะเป็นแน่

ความเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นกลุ่มเป็นก้อนได้นิดหน่อยพอจะทำให้หนังได้ใจอย่างบันเทิง

เป็นก๋วยเตี๋ยวที่รู้สึกได้ว่าคนทำใส่ความตั้งใจและประณีตกับมัน ไม่ใช่สักแต่ทำลวก ๆ เพราะเห็นเรื่องตลกเป็นสารอาหารที่ยังไง้ ยังไงก็มีคนมายืนต่อคิวตั้งแต่ยังไม่เปิดหน้าร้าน

เมื่อบทสรุปของหนังออกมา แล้วทำได้ถึงขั้นสลักคำสอน "หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า" ในหนังขายตลกอักโขเรื่องนี้ นั่นคือสิ่งที่น่าชมเชย นี่คือสิ่งที่เรียกว่าชั้นเชิง

ความดีที่มีอยู่นั่นคือ การลดบทบาทอาการตลกก้าวร้าวเอะอะไร้สาระของตลกคาเฟ่ทั้งหลายลงอย่างศิโรราบระดับพื้น และดูเป็นชาวบ้านชาวดินอย่างเนียนแน่นมากกว่า ดูมีสติ มีสมองขึ้นมา ดูคล้ายมีลมหายใจ แล้วเราก็พร้อมจะฟังมันพูดเมื่อมันมีสมองขึ้นมาบ้าง ก็ไม่แปลก

พลังที่น่าจะดึงมือคนเดินไปตีตั๋วทันที น่าจะเป็นความน่ารักอย่างแรงของน้องแดน ดีทูบี ที่เล่นน่ารัก กวนตีน สมธรรมชาติ น้องน่าจะมาทางนี้นานแล้วนะคะ เวิร์คค่ะเวิร์ค, จ๋า ที่เล่นได้ทะเล้น และน่ารัก เนียนธรรมชาติ เป็นผู้หญิงที่อยู่ในระดับกลาง ๆ คือไม่สวยเลย แต่เธอทำตัวน่ารักว่ะ, กลุ่มนักแสดงตลกทุกคนที่คอยแทรกมุขฮาในหนังเรื่องนี้อย่างได้จังหวะและไม่ล้นเกินไปมากนัก

อยากตลกฮา แล้วไม่รู้สึกโง่เกินไป คือ หมายความว่าโง่อยู่ในระดับที่ทนได้ค่ะ สมองระดับเสมอพื้นผิวน้ำอ่ะค่ะ ไปดู "แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า" เถอะค่ะ

นี่จะเป็นหนังที่คุณได้อารมณ์ "บันเทิง" ออกมาเต็มแรง ทั้งฮาโคตรและรู้สึกดีกับมันได้

2
เก๋า เก๋า : อวสานตำนาน Nostalgia 
เขียนโดย Obelisk      
ศุกร์, 01 ธันวาคม 2006

ว่ากันว่า "เก๋า..เก๋า" เป็นโปรเจ็คต์ที่ผ่านการการล้มลุกคลุกฝุ่นจากโปรเจ็คต์เริ่มแรกนับหนึ่งมาสู่โปรเจ็คต์หมายเลข 4 ของพี่บอลแห่งบ้านแฟนฉัน

หนังตั้งใจจะขายความเป็นวันวานแห่งยุค 60–70 สตริงคอมโบไทย ๆ วงดนตรีชื่อดังที่ได้รับการทดสอบจากฟ้าให้มาพิสูจน์หาสิ่งที่ตัวเองไม่มี นั่นคือ ความรักที่มีให้แฟนเพลง

ในขณะที่ใครอาจจะชื่นชม แต่เรามองว่าหนัง ขาย Feel Good–Nostalgia เรื่องนี้ไม่มีอะไรเลย

และสมควรอย่างแรง ถ้าหากทาง GTH จะกลับไปเก็บนอนตะแคงคิดว่า การมองโลก (ในหนัง) ด้วยวิถีทาง Think Positive กับการถวิลหาอดีตกาล ผสานการ Coming of Age อาจจะเป็นผลลัพธ์ที่ใช้ไม่ได้ผลทุกครั้งไป

ในขณะที่ "เดอะเลตเตอร์ฯ" ที่เราก่นบ่นไปนั้น เบาโหวงเหลือเกิน แต่หนังก็ยังพยายามแสดงให้เห็นว่ามีไดเร็คชั่น (ตามประสา) ที่พอเลา ๆ เห็นทางบ้าง แม้จะไม่สะกิดเกิดก่อผลกับคนดูได้

แต่ "เก๋า..เก๋า" ไม่ได้ใช้ประโยชน์อันใดใหม่กับหนังเรื่องนี้

หนังเรื่องนี้ ก็เหมือนหนังเรื่องโน้น คล้ายเรื่องนั้น ไม่ต่างจากเรื่องไหน ภายใต้ฝาครอบของบ้าน GTH

ทั้งการดำเนินเรื่องที่วางไว้ตามวิถีทาง GTH ทุกกระเบียดฟิล์ม ตบมุขตลกตรงนี้ ดราม่าตรงนี้ เรียนรู้จุดนี้ เพื่อที่ตัวละครจะผ่านไปได้แล้วปรับปรุง

ไม่ใช่ว่าหนัง GTH ไม่ดี แต่ภายใต้โลโก้แบบนี้ หนังก็เป็นไปได้เพียงสินค้าแบบเดียวให้กับคนดู หัวใจที่ขาดคือความกล้าฉีกที่จะยอมให้มีความหลากหลาย

เมื่อทำหนังแบบนี้ได้ผลตอบแทนมหาศาล ไม่แปลกที่จะกลับมาวนซ้ำย่ำย้ำเช่นเดิมเพื่อถาม-ตอบโจทย์ที่คิดเองว่า คนดูต้องชอบ คนดูต้องโดน และการกอบโกยได้มากตีค่าเอาเองว่า คือหนทางเดินของความสำเร็จ

"เก๋า..เก๋า" สาระสำคัญอาจจะคือการให้ตัวละครได้เผชิญชะตากรรม เพื่อเติบใหญ่ทางปัญญา

แต่ "เก๋า..เก๋า" ก็คืออาการที่ตะขิดตะขวง สะดุดบางอาการ ชะงักหยุด เพราะพลังการเรียนรู้ที่ได้น้อยนิด แต่หนังพยายามจะบอกว่ายิ่งใหญ่มหาศาล

เพราะตัวละครเดินทางบนฟิล์มอย่างไหลเอื่อยไปทางเดียวกัน เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ

เพราะองศาของหนังไม่เกินรัศมีที่เคยพานพบมา

เพราะไม่มีอะไรที่คุณไม่รู้ตัวล่วงหน้า สมองคุณน่าจะแกะทางไป-มาได้บ้างแหละ ถ้าดูหนังหลาย ๆ เรื่องแล้วรู้สึกได้ว่า ไอ้ห่า กูดูหนังเรื่องเดียวกันเด๊ะเลยนี่หว่า

ข้อหลังนี่ บ่อย ๆ สะสมอาการเข้ามันคือความเฝือ เลี่ยน ระอาได้ง่าย ๆ

หนังจึงประคองอาการตัวเองในมวลรวมที่ให้น้ำหนัก Feel Good ไว้อย่างไม่หล่นหายจากคอนเส็ปต์

แต่ไม่มีปาฏิหาริย์อะไรที่ยิ่งใหญ่มาปลุกกระตุ้นกล่องความทรงจำของใครให้ลุกมาทำงาน

ยังคงปิดตายและอยากปิดตา

ทุกคนในหนังเป็นได้เพียงการแสดงที่ว่างเปล่า เพียงเพื่อให้ผ่านพ้นฉากนั้น ๆ ไป

นักแสดงรับเชิญกิตติมศักดิ์ทั้งหลายยังคงวนเวียนอยู่ในหนังให้คอยจับตาดูเพลิน ๆ (รึป่าวน้อ)

ไม่เถียงซักคำที่มุขตลกยังคงใช้ได้ผลดีเสมอ แต่มันไม่ได้ดันให้ตัวหนังลุกขึ้นมาทำหน้าที่หนัง

พี่บอลคิดอะไรอยู่ค้า หนังเป็นอะไรไป ขาด "ใจ" ใส่ลงไปในหนังหรือเปล่า

นี่น่าจะเป็นหนังด้อยที่สุดในบรรดากลุ่มผู้กำกับแฟนฉัน ที่แตกตัวออกมาทำเดี่ยวกัน

ผลผลิตของพี่บอลวัดวากันในระดับที่คุณภาพสูสีกัน คงเป็นพื้น ๆ สิว ๆ อย่าง "แจ๋ว" หรือ "วัยอลวน 4" ที่หนังไม่สามารถดลให้เกิดอะไรกับหัวใจคนดูได้เลย

มวลรวมก้อนกลมมันไม่ใช่เลวระยำ แต่มันก็แสนไร้ค่าเมื่อกลับไปย้อนคิดถึงมัน (ถ้าอยากจะย้อนคิดน่ะนะ)

และอาจจะถึงบทกาลอวสานของตำนาน Nostalgia แห่ง GTH ได้ซะที

สาธุ

3
เปนชู้กับผี : เปนหนังดีที่คนเปนต้องดู 
เขียนโดย Obelisk      
พุธ, 01 พฤศจิกายน 2006

ฉันตื่นลืมตามาพร้อมกับศรัทธาที่ไม่สิ้นในความรัก

ฉันก้าวย่างย่ำเท้าออกจากบ้าน ละทิ้งเรือนนอนจากชลบุรี เพื่อตามเสาะเลาะหาชายคนรัก ชายผู้เปนเจ้าของดวงใจของฉัน

อีกทั้งยังเปนเจ้าของหนึ่งชีวิตน้อยนิดมหาศาล ที่กำลังเติบโตผ่านสายสะดือของฉัน

ฉันจึ่งดั้นด้นมาถึงบางกอก

หนทางที่เดินตามนั้น อยู่บนร่องรอยของคำที่เขากล่าวไว้เพียงว่า จักมายังเมืองนี้

เสาะหาไกลใกล้ ทั้งนอกในเวียงวังพระนคร ไม่เหนวี่แววที่จักรู้ข่าวคราวเคลื่อนไหวเปนไปของเขา

ฉันเหนื่อยล้าแสนเจียนขาดใจ ยกมือประคองครรภ์ พลางลูบสิ่งตกค้างอันมีชีวิตที่ยังคงเหลือทิ้งไว้จากชายผู้นั้น

เชื้อเหลวของเขาผสมปนเปเข้ากับไข่ของฉัน ก่อเกิดเปนไข่ใบใหม่ หลัง fuck กัน ฟักกันอยู่ในท้องฉันนั่นเอง

พลบค่ำฉันจึ่งขอพักค้างที่เรือนบ้านหลังใหญ่ ขอเพียงหลับนอนให้พอเกบเปนแรงได้ใหม่แล้วจักลาจากไป

เรือนทุกหลังล้วนแล้วแต่เปนของคุณนายรัญจวน เธอเอาแต่เกบงำเนื้อตัวเงียบเชียบอยู่อีกเรือนโน่น

นังช้อยคนเก่าที่อยู่ก่อนบอกแก่ฉันว่า คุณนายเองก็เปนคนมีความหนหลังกับความรักเหมือนกัน

เนื่องด้วยคุณผู้ชาย ชายคนรักได้ตายจากกันไป ละทิ้งความอาลัยอาวรณ์ให้วนเวียนอาศัยเปนเพื่อนคุณนายทุกเช้าค่ำย่ำรุ่ง

ความถวิลหาปกคลุมทุกสิ่งอันให้ยังคงอยู่

ฉันเหนแล้วจึ่งสงสารคุณนายเปนกำลัง เข้าใจหัวอกนั้น แม้จักยากดีมีจนก็เกิดเปนคนมีหัวจิตหัวใจเหมือนกัน

เพราะฉันเองก็อาลัยหาชายคนรักเฉกเช่นกัน

ฉันจักไปตามหาเขาที่จากไปอยู่ที่หนใด

ฉันเสาะควานหาอย่างไม่รู้แหล่งหนตำบลที่เขาอยู่ แต่สำเหนียกเพรียกร้องจากใจ ฉันสำนึกหมายมั่นว่าเขาอยู่ไม่ไกล

แต่คุณนายนั้น รู้แน่กับตัวกับใจทุกขณะจิตว่า คุณผู้ชายไปอยู่ยังที่ใด เขาอยู่อีกหนึ่งภพล่วงไปรอก่อนหน้าแล้ว

หักห้ามใจมิให้รำลึกถึงคงจักยากแท้เทียว ความทรงจำจึ่งกัดเซาะสูบหัวใจให้ตรมตรอม

คุณนายเปรยว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่า คือการสิ้นศรัทธาในความรัก

ฉันดั้นด้นมาไกลถึงเพียงนี้ มันบ่งบอกได้ไหมว่า ฉันเดินทางย่ำมาบนผืนผ้าแห่งความศรัทธานั้น

ฉันหวังใจให้คนรักของฉัน ได้กลับมาเดินเคียงข้างกันเช่นคืนก่อนวันเก่า

หลายวันคืนผ่านล้นพ้นประมาณ

ฉันยังคงตื่นลืมตามาพร้อมกับศรัทธาที่ไม่สิ้นในความรัก

แสงแดดกล้าของเพลากลางวันชี้ทางแจ้งชัดกับทุกสรรพสิ่ง

แสงจันทร์แลเงามืดยามค่ำคืน คงรักษาสภาพทุกสิ่งสรรพ์ให้จมจ่อมวนเวียนในเงาทะมึน ราวกับใครบางคนไม่ยอมตื่นจากการหลงลวงหลับใหลนั้น

ยอมถูกโซ่ตรวนแห่งความหลงอันไร้ตัวตน จองจำอยู่ในเวลาที่หยุดนิ่งไปทั้งโลก ครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า

การเสาะหาบนความว่างเปล่ากัดกินหัวใจฉันไปเช่นกัน

หากแต่คุณเล่า คุณเพียรตามหาฉันไหม เมื่อกายคุณร้างจากไป หัวใจคุณยังใคร่ครวญหวนหาฉันบ้างไหม

เอาหัวใจของฉันติดตัวติดใจ ตามคุณไปด้วยไหม

ข่าวแว่วว่า คุณนายมีชายชู้มาปรนเปรอบำเรอกันถึงบนเรือนใหญ่ เพราะเหงาเดียวดายเมื่อคุณผู้ชายจากโลกไป

คุณนายเธอยังสวยสะพรั่ง เสน่ห์เย้ารัญจวนใจแก่ผู้พบเหน อาลัยอาวรณ์นั้นคงช้ำอยู่ข้างในหัวอก

แต่เนื้อกายสาวร้อนเร่า สำเหนียกเสียงร่ำร้องจากจิตนั้น หล่อนคงยากจักทานฝืน

ฉันเหนเปนประหลาดใจอยู่บ้าง

ถ้าฉันเปนคุณนายเธอ ฉันจักครองใจ ครองกาย ไว้อย่างเดียวเอกาได้ไหม

หล่อนถึงลักลอบมีชู้ เปนเพราะเจบปวดกับความรักมามากกระมัง

จึ่งใคร่อยากได้มีมือใครสักคนมาโอบลูบจูบไหล่ยามลมพัดผ่านเสียดผิว ไม่ให้สะท้านไหวลู่ตามแรงลม เขาคงจักให้ความอบอุ่นได้บ้าง

แม้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม หวังใจให้ลืมสิ่งที่เปนอยู่ในความเดียวดาย ด้วยผลักกายให้อบอวลผะผ่าวไอร้อนราคะฟุ้ง

เหล่านี้สำหรับคุณนายเธอแล้ว มันคือการไม่สิ้นศรัทธาในความรัก กระนั้นฤา

ยามค่ำลง แสงไฟนวลสาดส่องมาจากภายในเรือนหลังใหญ่อลัง ที่ดูกลวงเปล่า เงียบดาย

ฉันเหนเรือนหลังนั้น ไม่ต่างจากคุณนายที่สวยด้วยโครงกายสะคราญ หากแต่ว่างเปล่าจากเลือดเนื้อหัวใจ

สัตว์ประหลาดตัวนั้น มันดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการดื่มกินความทรงจำของคนอื่น

ฉันเฝ้าวนเวียนตามหาพร้อมกับการรอคอย เพียงเพื่อจักได้สวมกอดคุณอีกครั้ง

ฉันจำต้องเปนเช่นนี้ไปอีกยาวนานเพียงใดหนอ

ชั่วโมงยาม ชั่วข้ามคืน ชั่วยืนสะท้าน ฤาชั่วกาลนาน

ฉันตื่นลืมตามาพร้อมกับศรัทธาที่ไม่สิ้นในความรัก

4
คุยเรื่องหนังไทย / แปลงโฉม หมานคร
« เมื่อ: ตุลาคม 02, 2018, 04:49:21 PM »
แปลงโฉม : หมานคร 
เขียนโดย Deknang      
จันทร์, 29 พฤศจิกายน 2004

...อ่านเบื้องหลังงานสร้างและบทสัมภาษณ์กันไปแล้ว คราวนี้มาดูสตอรี่บอร์ด และภาพบางส่วนหลังการแปลงโฉมหนัง "หมานคร" ให้ออกมาได้สีสด จัดจ้าน และเซอร์สมใจผู้กำกับกันบ้างดีกว่า

"งานสร้างจะไม่ปกติเหมือนเรื่องอื่น เพราะว่าเราพยายามจะทำให้เป็นหนังที่เรารู้สึกว่ามันควรจะมีดีไซน์ ไม่ใช่ยกกองออกไปตั้งกล้องแล้วถ่ายเลย เราไม่ใช่หนังแบบนั้น เราต้องทำงานล่วงหน้ามาก่อน ต้องคิด วางเฟรมไว้ก่อน อย่างจะทำภาพนี้ขึ้นมา เราต้องหาที่แล้วก็เซ็ทออกมา ก็จะมีสตอรี่บอร์ดไว้กำหนดภาพให้ออกมาเป็นเฟรม มันเหมือนกับบางทีตัวแสดงไม่ต้องแสดงอะไรมากเราจะใช้องค์ประกอบในฉาก เพื่อที่จะบอกว่ามันเหงา โดยไม่ต้องมาทำท่าเหงา หรือพูดว่าเหงา" วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยงบอกเล่าบางถ้อยความงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

...โดยสตอรี่บอร์ดที่เรานำมาเทียบกับภาพหนังให้ชมกันนี้ มาจากฝีมือการร่างของผู้กำกับคนนี้นั่นเอง ดูกันเอาเองแล้วกันว่าเหมือนหรือต่างมากน้อยแค่ไหน

...นอกจากสตอรี่บอร์ดในช่วงพรีโปรดักชั่น (ขั้นตอนก่อนการสร้าง) ที่เป็นการวางแผนก่อนการถ่ายทำแล้ว งานโพสต์โปรดักชั่นก็ถือเป็นส่วนที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะกับหนัง "หมานคร" เรื่องนี้ที่ต้องพึ่งพาซีจี หรือคอมพิวเตอร์กราฟฟิคในช็อตต่าง ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก ความรับผิดชอบในขั้นตอนหลังการถ่ายทำเสร็จสิ้นแล้วจึงตกเป็นของบริษัท เดอะ โพสต์ แบงค็อก (THE POST BANGKOK) ซึ่งเป็นโพสต์โปรดักชั่นอันดับหนึ่งของโฆษณา มีเครื่องมือด้าน Visual Effect ที่ทันสมัยที่สุดในเมืองไทยและในเอเซียอาคเนย์ หนังเรื่องนี้ได้รับการผลิตด้านโพสต์ทั้งหมดที่นี่ ตั้งแต่ ตัดต่อ เทเลซีน ปรับแต่งสี เทคนิคด้านภาพ คอมพิวเตอร์กราฟฟิค จนถึงยิงฟิล์มทั้งเรื่อง เพื่อความสมบูรณ์แบบของผลงานนั่นเอง

...เรามีภาพตัวอย่างหลังแปลงโฉมด้วยซีจีแล้วมาฝากกันบางช็อต ส่วนของจริงแบบสมบูรณ์ ตามชมกันได้ 9 ธันวานี้ ทุกโรงภาพยนตร์

"ฉากหิน ๆ ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกาย แบบใช้ความพยายามสูง ในหนังอาจจะเห็นแค่ 5 นาที แต่กว่าจะเซ็ทออกมาได้มันลำบากมาก เช่น ฉากที่ยอดเขาขวดพลาสติก ฉากที่นางเอกพยายามเก็บขวดพราสติกมาล้าง รีไซเคิล ทุกวัน ๆ สุดท้ายเธอก็รู้ว่ามันรีไซเคิลไม่หมด ทุกคนช่วยกันใช้ทุกวัน ๆ ไม่สามารถจะทำไรได้ สุดท้ายมันก็จะกองอยู่ตรงนั้น กลายเป็นภูเขาพลาสติกลูกมหึมา สูงกว่ายอดตึก เราจะมีการทำเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของคอมพิวเตอร์กราฟฟิค มาทำให้เห็นเป็นภาพแทนสายตาที่มองขึ้นไปบนภูเขา แต่อีกส่วนที่เราจะต้องถ่ายตรงยอดเขาเราก็จะไปเซ็ทฉากกันบนตึก ก็เลยเลือกลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ของตึกซีมิค เพราะรอบ ๆ ตึกจะมองเห็นตึกต่าง ๆ แล้วจะเป็นภาพแทนความรู้สึกของเมืองหลวง ที่นี่จะเป็นที่พระเอกนางเอกสารภาพรักกับนยอดเขา เราพยายามจะสื่อให้มันดูสวย ไม่ให้ออกมาเป็นขยะ"

5

เขียนโดย JEDIYUTH      
อาทิตย์, 31 ตุลาคม 2004

...ดูเหมือนคนทำหนังจะยังไม่ให้เรื่องราวของแม่นาคจบลงง่าย ๆ
 

...เพราะกำลังจะมีหนังเรื่องราวเกี่ยวกับแม่นาคออกฉายอีกแล้ว ในชื่อภาษาไทยว่า “แม่นาค” (วิญญาณเธอยังไม่ตาย)  หรือใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Ghost of Mae Nak” แต่อย่าคาดหวังว่าเราจะได้ดูเรื่องราวแม่นาคเหมือนในตำนานที่เราคุ้นเคยนะครับ

 
...ในฉบับใหม่นี้เป็นมุมมองของคนต่างชาติ และมีฉากหลังของเรื่องราวเป็นยุคปัจจุบัน จากที่ผมได้ข้อมูลมา มาร์ค ดัฟฟิวส์ ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพของหนังเรื่อง Butterfly Man เจ้าของรางวัลผู้กำกับภาพยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังสแลมดังก์ ปี 2003 ได้คิดเรื่องราวขึ้นโดยมีแรงบันดาลใจจากหนังแม่นาคเรื่องเก่า ๆ แล้วนำเสนอไปยังบริษัท บ็อกซ์ออฟฟิศ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด บริษัทจัดจำหน่ายหนังของบ้านเรา และร่วมมือกันผลิตหนังเรื่องนี้ขึ้น แหล่งข่าวของผมไม่ยอมเปิดเผยว่าเรื่องราวใหม่ของแม่นาคนี้จะเป็นยังไง บอกแต่เพียงว่าเป็นเรื่องราวความรักของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันที่ทำให้วิญญาณของแม่นาคพระโขนงกลับมาอีกครั้ง และสิ่งที่ตามมาก็คือเรื่องราวของความรักและความตื่นเต้น

...สำหรับคู่พระนางของเรื่องที่ปลุกวิญญาณแม่นาคกลับมาอีกครั้งนี้ก็คือ สองคู่ขวัญจากละครช่องเจ็ดสีเรื่อง "อุ่นไอรัก" ภัทรธิดา พัชรวีรพงศ์ (แตงโม) และ ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์ (ซี) ทั้งคู่เพิ่งถ่ายทำฉากแต่งงานด้วยกันไปเมื่อไม่นานนี้ ส่วนผู้ที่มารับบทเป็นแม่นาคก็คือ พรทิพย์ ปาปะนัย นักแสดงสาวจากเรื่อง "มนต์รักทรานซิสเตอร์" และยังมี จรัญ งามดี มารับบทเป็นนายมาก

6
ดับเบิ้ลน้อย ดับเบิ้ลโหน่ง 
เขียนโดย อี๊หก รักทุกคน      
เสาร์, 04 กันยายน 2004

"ฉันไม่ยอม ฉันไม่ยอมจริง ๆ ด้วย ฉันจะฟ้องคนที่แจ้งลบกระทู้ฉันที่เว็บนั้น"

...อุ้ย ซอรี่ ซอรี่ ฉันลืมตัวไปนิดนึง เผลอแสดงกิริยากราดเกรี้ยวอย่างนี้ ไม่ได้ ไม่งาม เดี๋ยวจะกลายเป็น "นางฟ้าตกสวรรค์" ไปอีกคนล่ะยุ่งเลย อิอิ ฉันไม่ถือสาหาความกับคนพวก...เอ่อ...ฉันหมายถึง คุณ ๆ ผู้รักความยุติธรรมมาก ๆ เหล่านั้นน่ะ แต่จะไปพูดว่า พวกนั้น พวกนี้ เล่นพรรค เล่นพวก ไม่ได้เชียวนะเธอ "เล่นของสูง" อย่างนี้ เดี๋ยวจะไม่ได้ผุดได้เกิดกัน ฉันล่ะกลัวจริง ๆ เหอ ๆ ๆ

...เอาเป็นว่า ตัดเข้าข่าวหนังไทยเลยดีกว่านะเธอ

(1) หัวข้อข่าวย่อยครั้งนี้ ฉันโฟกัสไปที่คนที่ชื่อ "น้อย" กับ "โหน่ง" แต่จะ "ดับเบิ้ล" ยังไง หากเธอเป็นคนที่ช่างสังเกตสังกาจริง ๆ เธอคงรู้ไปแล้วล่ะ แต่ถ้ายังไม่รู้ เธอกับฉันลองหันไปดู "โปรแกรมหนังไทยฉบับล่าสุด" พร้อม ๆ กัน ตอนนี้เลยดีกว่า

...เธอลองดูที่โปรแกรมฉายสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนกับสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคมดีดีนะ...เห็นอะไรหรือยัง น่านนนนนน เก่งมาก (แปะ แปะ แปะ) เห็นแล้วใช่มั้ย

- 30 กันยายน - ฟอร์มาลีนแมน รักเธอเท่าฟ้า (โหน่ง ชะชะช่า) / หัวใจทรนง (น้อย วงพรู)

- 7 ตุลาคม - สายล่อฟ้า (โหน่ง ชะชะช่า) / ทวารยังหวานอยู่ (น้อย วงพรู)

...ไม่ชนกันเปล่าแบบเดี่ยว ๆ ด้วยนะเธอ แต่ล่อชนกันแบบ "ดับเบิ้ล" เลยทีเดียว ใครจะอยู่ ใครจะไป เธอรอดูเอาเองแล้วกันนะ (ส่วนรายละเอียดของหนังแต่ละเรื่อง ทางเว็บนี้เขาคงจะมีมาให้เธออ่านกันในครั้งต่อ ๆ ไปนะจ๊ะเธอ)

(2) ฉันล่ะเซ็งจริง ๆ กับไอ้คนที่ให้ปิดข่าว ปิดข่าวไว้ก่อนเนี่ย จนแหล่งข่าวอื่นเขาเปิดโป้งไปชาติหนึ่งแล้วกับข่าวที่ฉันแอบคาบมาบอกเมื่อครั้งที่แล้ว เป็นไงล่ะ ช้ากว่าชาวบ้านเขาเลย อันนี้ก็ว่ากันไม่ได้นะพ่อคุณ อยากให้ปิดเอง ฮึฮึฮึ...ข่าวไหนน่ะเหรอ เธอไม่ต้องทำหน้าสงสัยไปหรอก ฉันกำลังจะร่ายบอกเธออยู่นี่แล้วไง

...เธอคงรู้ข่าว "โปรเจ็กต์รวมดาว" ของ "สนานจิตต์" (ซุ้มมือปืน) กับ "เรียว กิตติกร" (เดอะเมีย) กันไปแล้ว แต่อีกหนึ่งโปรเจ็กต์รวมดาวของแท้กว่า มันอยู่ที่โปรเจ็กต์นี้ต่างหาก..."โอปปาติกะ" คือชื่อหนังโปรเจ็กต์นั้น และเป็นผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ "ธนกร พงษ์สุวรรณ" ความน่าสนใจของเรื่องนี้ นอกจากเครดิตการกำกับที่ผ่านมาของเขาอย่าง "Fake โกหกทั้งเพ" และ "เอ็กซ์แมน แฟนพันธุ์เอ็กซ์" แล้ว (ใช่ ฉันหมายถึง เอ็กซ์แมน เอ็กซ์แมน เอ็กซ์แมน ที่มี ตั๊ก บงกช ตั๊ก บงกช ตั๊ก บงกช เล่นเป็นนางเอก นั่นแหละ อิอิ) สิ่งที่ทำให้หนัง "น่าแหวกตามอง" ก็คือ การรวมดาวแบบอลังการมาก ๆ...มากยังไง เธอดูรายชื่อนักแสดงนำของเรื่องเอาเองแล้วกันนะจ๊ะ...พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, สมชาย เข็มกลัด, ลีโอ พุฒ, เร แม็คโดนัลด์, ชาคริต แย้มนาม, อธิป นานา, นิรุตติ์ ศิริจรรยา และเข็มอัปสร สิริสุขะ...อืมมม แค่ดารานำก็น่าดูแล้วเนอะ

...ตอนนี้หนังกำลังถ่ายทำกันอยู่ ไว้ฉันจะส่งสปายไป "แอบถ่าย" เอ่ออออ...ฉันหมายถึง "ไปด้อม ๆ มอง ๆ แถว ๆ กองถ่าย" มาฝากแล้วกันนะ อดใจรอนิดนึง แต่ถ้าเธออดใจรอไม่ไหว ฉันแนะนำให้เธอบริโภคข่าวจากแหล่งอื่น ๆ ก่อนก็ได้นะ เพราะคนที่ฉันจะส่งไปสืบข่าวเนี่ย เขาชอบนักกับการปิดข่าว...ให้ "ช้า" กว่าชาวบ้าน...ฮึฮึฮึ

(3) แม้หนังจะทำรายได้ภายในประเทศได้อย่าง "น่าผิดหวัง" ให้กับเจ้าของ แต่ "เสี่ย" (ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นนายกสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติอีกหนึ่งสมัย) ก็บ่ยั่นแม้แต่น้อย เพราะหนังอย่าง "เกิดมาลุย" สามารถขายสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายให้กับต่างประเทศอย่างฮ่องกง, ไต้หวัน, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น และเยอรมนี นำรายได้มาสู่บริษัทอย่างเป็นกอบเป็นกำ หักลบกลบหนี้แล้ว ยังไงก็กำไรบานเบอะอยู่ดี...อิจฉาเขาใช่มั้ยล่ะเธอ ไม่ดี ไม่ดี อย่าทำยังงั้นเลยนะ

...ยังไงก็ต้องรอจับตาดูที่โปรเจ็กต์ "ขายสุด ๆ" ของค่ายย่านสะพานควายนี้อย่าง "ต้มยำกุ้ง" ว่า จะออกหัวหรือก้อยกัน...ตรุษจีนปีหน้า คงได้รู้กัน ถ้าหนังเสร็จทันนะเธอ

(4) ข้ามมาที่ฝั่งลาดพร้าวกันบ้างดีกว่านะเธอ หลังจากเงียบ ๆ ไปพักหนึ่ง ผู้บริหารใหม่อย่าง "ราเชนทร์ ลิ้มตระกูล" ก็จัดการโชว์ "10 หน้าหนัง RS film" ต่อสื่อมวลชนไปเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา

...แต่ว่าก็ว่าเถอะ ฉันว่าชื่องานน่าจะเปลี่ยนเป็น "10 หน้าหนังในโหลยาดอง" ท่าจะเหมาะกว่า เพราะหลาย ๆ เรื่องอย่าง ผีเสื้อสมุทร, จอมขมังเวทย์, แรกบิน, ไทยถีบ และสามสิงห์ ชิง(ห)มาเกิด (ชื่อเดิมคือ "สามก๊ก") ถ่ายเสร็จเป็นชาติแล้ว แต่รอแล้วรอเล่า เฝ้าแต่รอ หนังก็ไม่มีแววจะได้ฉายซักกะที หรือว่า หรือว่า หนังน่าจะมีปัญหาอะไรซักอย่างเป็นแน่แท้ เธออย่าว่าฉันมองเขาในแง่ลบเลยนะ เพราะเท่าที่ฉันผ่านตากับหนังตัวอย่างที่เขาส่งไปฉายเปิดตัวที่เมืองคานส์ครั้งล่าสุด ความน่าดูของหลาย ๆ เรื่อง ดูเหมือนจะ "ติดลบ" ยังไงชอบกล แต่ยังไง ฉันก็จะรอดู "เนื้อหนัง" เต็ม ๆ ทุก ๆ เรื่องเสียก่อน จะได้ด่า...เอ้ยยย...ฉันหมายถึง วิจารณ์ได้อย่างเต็มปากเต็มคำน่ะเธอ ส่วนอีก 5 เรื่องที่เหลือก็คือ ทวารยังหวานอยู่, เดอะเมีย, อหิงสา, แม็ทพอยท์ และซาไกยูไนเต็ด ที่ต่างแนวต่างเนื้อต่างผู้กำกับกันไป ฉันก็ได้แต่หวังว่า หนังส่วนใหญ่จะไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวังในภาพรวมของหนัง และไม่ทำให้ผู้บริหารของค่ายผิดหวังในเรื่องรายได้...แค่นั้นแหละเธอ

(5) มาที่ค่ายคู่แข่งของข่าวข้างบนต่อเลยแล้วกันนะเธอ หากตัดความสำเร็จของแผนโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่เรียกความสนใจเป็นอย่างมากนำร่องไปก่อนหน้านี้แล้ว หนังที่เตรียมตัว "รับทรัพย์" กันล่วงหน้าได้ตั้งแต่ตอนนี้ โดยวัดจาก "คุณภาพของหนังล้วน ๆ" จะเป็นเรื่องไหนไปไม่ได้ นอกจากหนังสยองขวัญ ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ เรื่องนี้

...ฉันว่าเจ้าของงานน่าจะมีความมั่นใจค่อนข้างสูงกับหนังของตนมาก ๆ เลยนะเธอ เพราะพี่เขาเล่นเปิดรอบสื่อมวลชนก่อนฉายจริงถึง 1 สัปดาห์ (รวมถึงรอบสยองก่อนในรอบดึกของวันที่ 6-7-8 ก.ย.อีกด้วย) เพื่ออาศัยคำวิจารณ์แบบปากต่อปากเรียกร้องความสนใจจากผู้ชมในช่วง 4 วันแรกของการเปิดฉาย ซึ่งก็อย่างที่ฉันบอกเธอไปว่า หนังมีเปอร์เซนต์ที่จะเป็น "เจ้าของความสำเร็จในด้านรายได้" อยู่สูงทีเดียว เพราะจากเท่าที่ฉันได้ฟังมา กระแสการตอบรับที่มาในรูปเสียงวิจารณ์นั้น ต่างเทไปทางฝั่งชื่นชมในคุณภาพโดยรวมของเนื้องานเสียเป็นส่วนใหญ่ เห็นอย่างนี้แล้วฉันก็อดดีใจไปด้วยไม่ได้ ฉันไม่ได้เชียร์เลยนะเธอ แต่ฉันว่า "เธอต้องไปดู" นะเธอ นะเธอ

...อีกหนึ่งหนังไทยของค่ายนี้ที่หลาย ๆ คนอยากดูนักดูหนาอย่าง หัวใจทรนง ที่ตอนนี้กำลังเปิดแคมปัสทัวร์ตามที่ต่าง ๆ และเสียงตอบรับก็อยู่ในแง่บวกเสียเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน ฉันเห็นหนังมีโปรแกรมฉายล่าสุดอยู่ที่ 30 ก.ย. นี้แล้ว แต่ฉันก็ยังไม่รู้นะว่าจะมีเลื่อนอะไรกันอีกรึป่าว รอฟังข่าวอีกทีแล้วกันนะเธอ

...แต่ถ้าหนังโดนเลื่อน หรือไม่ได้ฉายเนี่ย ฉันจะกรีดร้องว่า "ฉันไม่ยอม ฉันไม่ยอมจริง ๆ ด้วย ฉันจะฟ้อง..." เอ่ออออ...รู้สึกว่า ฉันจะติดพันอารมณ์ "นางฟ้าวีนแตก" มากไปหน่อยนะเธอ เอาเป็นว่า ฉันไปก่อนดีกว่า เจอกันใหม่คราวหน้านะจ๊ะเธอ...รักทุกคนจริง ๆ จ้ะ...

7
ชัตเตอร์ แรงจัด 2 รอบ กวาด 2 ล้าน 
เขียนโดย Deknang      
ศุกร์, 10 กันยายน 2004

...รับไม้ผลัดจาก "อี๊หก รักทุกคน" มานั่งแท่นรายงานข่าวย่อยหนังไทยกันในคราวนี้ เพราะรายนั้นเธอมีภารกิจใหญ่หลวงที่ต้องทำในยามนี้ เลยต้องขอลากิจเป็นการชั่วคราว

...ภารกิจที่ว่าก็ไม่ได้ไปไหนไกลหรอกครับ ถ้าคุณๆ ผ่านไปตามโรงภาพยนตร์ในยามนี้ และแวะดูที่แท่นโปรโมท "หนังผีที่ดังที่สุดในขณะนี้" คุณจะต้องเห็นเธอวนเวียนอยู่ร่วมเฟรมในภาพถ่ายหลอน ๆ เหล่านั้นเป็นแน่ :P เอาเป็นว่า ปล่อยเธอไปซักพักแล้วกัน งั้นตอนนี้ไปดูข่าวกันเลยดีกว่า

(1) แรงจนฉุดไม่อยู่สำหรับหนังเรื่อง "ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ" ที่เพิ่งเปิดรอบพิเศษไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และก็ทำสถิติใหม่ 2 รอบ 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำลายสถิติเดิมของแชมป์หนังผีอย่าง "นางนาก" ที่ทำรายได้ในรอบพิเศษ 2 รอบ 1.5 ล้านบาท ตอนนี้ก็รอลุ้นอย่างเดียวแล้วล่ะว่าจะทะลุ 50 ล้านเร็วแค่ไหน และจะทะยานสู่ร้อยล้านได้หรือไม่

...งานนี้ไม่เสียแรงพีอาร์ค่ายยักษ์ที่ลงแรงลงมือตั้งกระทู้โปรโมทที่เว็บไซท์ที่ดังที่สุดในประเทศเว็บนั้น แต่อย่างว่า ถ้าหนังไม่ดีจริง กระแสแง่บวกอย่างนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นเป็นแน่แท้ ยังไง งานนี้เราขอเชียร์ด้วยคนแล้วกัน

(2) พูดถึง "นางนาก" ไปแล้ว จะไม่พูดถึงผู้กำกับ "นนทรีย์ นิมิบุตร" เสียหน่อยก็จะกระไรอยู่ หนังใหม่ของผู้กำกับเงินล้านคนนี้ไปถึงไหน เราไม่รู้หรอก ที่รู้ก็เพียงว่า แม้จะไม่มีส่วนร่วมกำกับตอนใดตอนหนึ่งใน "อารมณ์ อาถรรพณ์ อาฆาต 2" นี้ แต่อย่างใด แต่พี่แกก็ยังอุตส่าห์ได้รับเลือกให้มาพากย์ในตอน Cut จากประเทศเกาหลีจนได้ งานนี้แม้จะพากย์เป็นตัวละครที่เล่นเป็นผู้กำกับตามอาชีพของคุณอุ๋ย แต่มันก็ไม่ได้ผ่านไปได้อย่างง่ายดาย เพราะได้ยินมาว่าพากย์กันตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืนเลยทีเดียว

...ส่วนอีก 2 ตอนอย่าง Box (ญี่ปุ่น) และ Dumplings (ฮ่องกง) ก็ได้ 2 นักแสดงหญิงเจ้าบทบาทอย่าง "แอน ทองประสม" และ "สินจัย เปล่งพานิช" มาบรรเลงฝีปากให้ได้ยินได้ยลกัน...กลางเดือนนี้ เดี๋ยวก็รู้ว่าพากย์ดีหรือแย่อย่างไร เตรียมเปิดกระทู้ชมหรือด่าอย่างมันปากได้เลย

(3) ไหน ๆ ก็ว่ากันถึงหนังร่วมทุนสร้างอย่างเรื่องข้างบนไปแล้ว เลยขอต่อด้วยอีกหนึ่งหนังร่วมทุนสร้างไทย-ฮ่องกงเลยแล้วกัน (เอาน่า ไม่ใช่หนังไทย แต่ก็มีนักแสดงไทยร่วมงานในเรื่องนั้น ๆ ด้วย รู้ไว้จะได้ไม่ตกข่าวไงครับ) เรื่องที่กำลังจะพูดถึงก็คือ "ดิอาย 10" ที่มี "เร แม็คโดนัลด์" และ "ตั๊ก บงกช คงมาลัย" ร่วมแสดงกับนักแสดงวัยรุ่นชื่อดังอย่าง "เฉินป๋อหลิน" (ไต้หวัน), "อิซาเบลล่า เหลียง" "เคท หยาง" (ฮ่องกง) และ "กู๋หยู" (จีน) ด้วย

...ข่าวที่เพิ่งทะลุเข้าหูซ้ายและออกหูขวาไปเมื่อซักครู่นี้ก็คือ หนังมีคิวปิดกล้องกันไปเมื่อคืนที่ผ่านมาแถวๆ อะเบาท์ คาเฟ่ แต่เรายังไม่รู้ว่าจะต้องมีการถ่ายซ่อมอะไรกันหรือเปล่า ยังไงก็คอยตามข่าวอีกทีแล้วกัน หนังมีคิวฉายไม่ปลายปี 47 ก็ต้นปี 48 รอกันหน่อยแล้วกัน แต่ที่ไม่ต้องรอนาน คราวหน้า เราจะมี "เยี่ยมกองถ่ายหนังเรื่องนี้" มาฝากกัน พร้อมแจกแจงว่าทำไมโดดมาเป็นภาค 10 อย่างนี้เลย...แป๊บเดียว แป๊บเดียว

(4) ข่าวสุดท้าย (ที่นึกออกในตอนนี้) ก็ต้องแสดงความยินดีกับหนังไทยดีดีหลายเรื่องที่ได้ไปทั้งประกวดและฉายโชว์ที่เทศกาลหนังต่าง ๆ

...ที่เพิ่งเปิดเทศกาลกันไปเมื่อวานนี้ (9 ก.ย.) ก็คือ เทศกาลหนังโตรอนโต้ 2004 (9-18 ก.ย.) งานนี้มีหนังอย่าง โหมโรง (สาย Discovery), สัตว์ประหลาด (สาย Visions) และบุปผาราตรี (สาย Midnight Madness)

...ยิ่งไปกว่านั้นหนังเรื่อง โหมโรง ยังได้รับเลือกให้ประกวดในสาย Competition ใน เทศกาลหนังเอเชียแปซิฟิค ครั้งที่ 49 (21-25 ก.ย. ณ ประเทศญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นสายเดียวกับหนังเกาหลี Old Boy ของผู้กำกับ ปาร์ค ชาน วุก (เขาเป็นผู้กำกับ Cut หนึ่งตอนในหนัง อารมณ์ อาถรรพณ์ อาฆาต 2 ที่รายงานไปแล้วด้านบน)

...อีกเทศกาลหนังของประเทศแคนาดาก็คือ เทศกาลหนังแวนคูเวอร์ ครั้งที่ 23 ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 23 ก.ย.-8 ต.ค. งานนี้มีหนังไทยหลายเรื่องทีเดียวที่ได้ไปร่วมในเทศกาลนี้ หนังไทยเหล่านั้นก็คือ โหมโรง / หัวใจทรนง / โอเคเบตง / บิวตี้ฟูล บ็อกเซอร์ / คืนบาป พรหมพิราม / สัตว์ประหลาด / Motorcycle (หนังสั้น) / Waiting (หนังสั้น)...เยอะจริง ๆ งานนี้

8
 
เขียนโดย Deknang      
พฤหัสบดี, 23 กันยายน 2004

...ถูกจับตามองตั้งแต่ประกาศว่าจะนำบทประพันธ์เรื่องดังอย่าง "เหมืองแร่" ของอาจินต์ ปัญจพรรค์ มาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ของตน จิระ มะลิกุล ผู้กำกับอารมณ์ดีเพิ่งได้ฤกษ์เปิดตัวนักแสดงนำของเรื่องไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

"ถ้าผมจะทำหนังสักเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ผมอยากทำ อยากเห็นและมั่นใจว่าผมทำได้ดีคือเหมืองแร่ ผมมั่นใจว่าทำได้ดีแน่ ๆ เลย ภาพที่อาจินต์เขียนมันชัดเสียจนผมสามารถคิดได้เลยว่ามันน่าจะเป็นอย่างไร ผมอยากให้วัยรุ่นที่กำลังเรียนหรือกำลังจะจบ ได้ซาบซึ้งในอุดมคติของความเป็นคน แม้คนอย่างอาจินต์จะรีไทร์มาแล้วกว่า ๔๐ ปี แต่ทำอย่างไรถึงจะทำให้คนรุ่นนี้เข้าใจได้ว่า อุดมคติยังเหมือนเดิม กาลเวลาเท่านั้นที่เปลี่ยนไป ค่าของคนคือสิ่งที่เรากำลังแสวงหามากกว่าไม่ว่าจะสี่ปีในมหาวิทยาลัย หรือสี่ปีในเหมืองแร่มันก็แทนกันได้ เพราะฉะนั้น มันเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องทำให้ความรู้สึกอันนี้ไปสู่คนรุ่นใหม่ให้ได้"

...เหมืองแร่ เป็นงานเขียนสุดคลาสสิค (142 เรื่องสั้น) ที่อาจินต์ถ่ายทอดและสะท้อนมุมมองชีวิตของตนเมื่อครั้งถูกส่งไปทำงานเหมืองแร่เมื่อครั้งยังเยาว์

"กาลเวลาทำให้ชีวิตอยู่ในสภาพซ้อนของแต่ละวินาทีที่คาบเกี่ยวกัน เราอยู่ในซากของผิวหนังและเซลล์ที่กลายเป็นอดีตอยู่ทุกวินาทีจากครั้งนั้นมาสู่ครั้งนี้นาน ๒๔ ปี ทุกอย่างเปลี่ยนไป เหมืองเปลี่ยนไปแร่ร่อยหรอไป อาชีพเปลี่ยนไปชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป สังคมรอบตัวเปลี่ยนไป แต่มีสิ่งที่ยั่งยืนอมตะคือแผ่นดิน"

...ผู้กำกับและทีมงาน ได้คัดเลือกนักแสดงนำหน้าใหม่ทั้งหมดเพื่อความสมจริงตามต้นฉบับ ซึ่งเจ้าของบทประพันธ์ที่มาร่วมงานครั้งนี้ด้วยก็ยืนยันว่า "ใช่" ทุกคน

...เริ่มจากบท อาจินต์ เจ้าของเรื่องที่เป็นหนุ่มวิศวะเมืองกรุงผู้ถูกเนรเทศไปพังงาฟ้าแดง หนังได้หนุ่มนักเรียนนอกนามว่า บี - พิชญะ วัชจิตพันธ์ ที่กำลังศึกษาปีที่สาม คณะวิทยาศาสตร์ Major Biology ที่ University of California Santi Cruz มารับบท

...ส่วนบทนางเอกของเรื่อง ทีมงานเลือก ดลยา หมัดชา สาวสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ปี 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มารับบท สาวละเอียด น้ำหล่อเลี้ยงหัวใจหนุ่มเหมือง

...Anthony Howard Gould รับบท นายฝรั่ง ฮีโร่แห่งการทำงานผู้ยอมตายคางาน

...สนธยา ชิตมณี หรือ สน เดอะสตาร์ มา รับบท ไอ้ไข่ ลูกมือรังวัดจอมกะล่อนอย่างน่ารัก

...นิรันต์ ซัตตาร์ รับบท พี่จอน นายเรือขุดที่ปากพ่น อังกฤษ–มาเลย์–ใต้ ได้คล่องราวกับพัดลม

...งานนี้ผู้กำกับได้ชี้แจงถึงการเปลี่ยนชื่อเรื่องในครั้งนี้ด้วยว่า "เรื่องของคุณอาจินต์เป็นเรื่องสั้น มีถึง 140 ตอน เป็นชื่อต่างๆ มีเรื่องราวต่างๆ แล้วผมเลือกมาทำในประเด็นที่มองว่าเหมืองแร่เป็นเหมือน มหาวิทยาลัย เพราะถ้าทำเป็นเรื่องเหมืองแร่เลยมันจะดูเหมือนแอบอ้างเกินไป ซึ่งมันควรจะออกมาเป็นเวอร์ชั่นที่ผู้กำกับฯเลือก ซึ่งผมเลือกเรื่องออกมาแล้วมาทำ เหมือนกับว่าใครเลือกมาแล้วจะปรุงให้เป็นรสชาติไหน"

9
363 วันรอบโลกกับ "น้อย, นิด และเคนจิ" 
เขียนโดย Deknang      
จันทร์, 05 กรกฎาคม 2004

...นับจากวันแรกที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เมื่อ 8 สิงหาคม 2546 จนถึงต้นเดือนสิงหาคมนี้ ตัวละครอย่าง "น้อย, นิด และเคนจิ" จากหนัง "เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล" ก็ได้เดินทางไปโชว์ตัวกว่า 20 ประเทศทั่วโลกแล้ว และคาดว่า "หนังเป็นเอก" เรื่องนี้ก็จะยังคงเก็บสแปร์ต่อไปได้อีกหลายประเทศ

...แม้หนังจะถูกเมินจากผู้ชมในบ้านเกิด และเก็บรายได้ไปอย่างน้อยนิด สวนทางกับคุณภาพของหนังอย่างมหาศาล แต่ใครคนหนึ่งเคยบอกไว้ว่า "หนังจะพิสูจน์คุณค่าได้ด้วยตัวของมันเอง" และวันนี้ "เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล" หรือในชื่อสากลว่า "Last Life in the Universe" ก็สามารถยืนยันถ้อยคำดังกล่าวนั้นได้อย่างเต็มภาคภูมิ

...หนังเริ่มออกเดินทางโกอินเตอร์ที่เทศกาลหนังเวนิซ ประเทศอิตาลีเป็นแห่งแรกเมื่อ 29 สิงหาคม 2546 ก่อนที่จะตระเวนอีกหลายสิบเทศกาลหนังทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น โตรอนโต, แวนคูเวอร์, ปูซาน, ลอนดอน, ซันแดนซ์, ร็อตเตอร์แดม, ฮ่องกง, ฟิลาเดลเฟีย, ซีแอตเติล และล่าสุดที่ประเทศเช็ค รีพับลิค กับเทศกาลหนัง 39th Karlovy Vary International Film Festival ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 2-10 ก.ค. นี้ และ "ผลงานลำดับที่ 4 ของเป็นเอก" เรื่องนี้ก็ได้ฉายไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา และยังจะได้ฉายอีก 2 รอบในวันที่ 6 และ 8 ก.ค. นี้ โดยเทศกาลนี้มีหนังเรื่อง The Boys from County Clare ผลงานกำกับของจอห์น เออร์วิง เป็นหนังเปิดเทศกาล และมีแอนิเมชั่นสุดฮิตอย่าง Shrek 2 เป็นหนังปิดเทศกาล นอกจากนี้ ยังมีหนังอีกหลายร้อยเรื่องร่วมเข้าฉายในเทศกาลนี้ ซึ่งมีหลายสิบเรื่องที่ผู้ชมชาวไทยได้มีโอกาสผ่านตาผ่านหูไปก่อนแล้วในเทศกาลหนังต่าง ๆ ที่จัดขึ้น ณ เมืองศิวิไลซ์อย่างกรุงเทพมหานครแห่งนี้ (คลิกดูรายละเอียดอื่น ๆ ได้ที่ชื่อเทศกาลหนังด้านบน)

...ยิ่งไปกว่านี้ "เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล" ยังได้ไปฉายนอกเทศกาลในอีกหลายประเทศอีกด้วย อาทิเช่น อิตาลี, สิงคโปร์, สวีเดน, ฝรั่งเศส และมาเลเซีย รวมถึงสหราชอาณาจักร ที่หนังจะฉายในวันที่ 23 ก.ค. นี้ และที่โตเกียว ในวันที่ 31 ก.ค.นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในญี่ปุ่น หนังจะฉายตามหลัง "องค์บาก" เพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น (คลิกชม จิ้งจกจิบชาเขียว กันได้ที่หน้าจอใครหน้าจอมัน...เว็บเขา "ง่ายแต่งามเหลือเกิน")

...เท่าที่ได้ยินผ่านหูมา ตอนนี้ผู้กำกับเป็นเอกกำลังขลุกอยู่กับ "Invisible Waves" ผลงานลำดับที่ 5 ของเขา ซึ่งคาดว่าเราน่าจะได้ชมกันในปี 2548 นี้

...และเราก็หวังว่า ก้าวย่างครั้งใหม่ของผู้กำกับที่ชื่อเป็นเอก จะสวยงามและมั่นคงเฉกเช่นการเดินทางรอบโลกของน้อย, นิด และเคนจิในครั้งนี้ :P

10
คุยเรื่องหนังไทย / ซุ้มมือปืน
« เมื่อ: ตุลาคม 02, 2018, 02:39:23 PM »
ซุ้มมือปืน 
เขียนโดย Deknang      
เสาร์, 28 สิงหาคม 2004

"ผมอยากทำหนังแก๊งสเตอร์แบบไทย ๆ เพราะบังเอิญผมมีเพื่อนที่เป็นทั้งมือปืนขาใหญ่ นักการเมือง ข้าราชการ ซึ่งมีทั้งดีและเลวคละเคล้ากันไปตามประสามนุษย์ ก็เท่านั้นแหละ" ผู้กำกับบอกเล่าที่มาของภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขา

...ซุ้มมือปืน คือภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ของ "สนานจิตต์ บางสพาน" ที่ผันตัวเองจากนักวิจารณ์ปากร้ายมาสู่ตำแหน่ง "ผู้กำกับภาพยนตร์" (ที่ใครหลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น) ที่ถูกด่ามาแล้วจากภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาอย่าง "ขังแปด"

...ซุ้มมือปืน คือภาพยนตร์ที่รวมนักแสดงแถวหน้าทั้งใหม่และเก่าอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น ฉัตรชัย เปล่งพานิช, สันติสุข พรหมศิริ, ศรัณยู วงษ์กระจ่าง, นิรุตติ์ ศิริจรรยา, สมภพ เบญจาธิกุล, ธนิตย์ จิตนุกูล, สมศักดิ์ ชัยสงคราม, โสธร รุ่งเรือง, ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ และบงกช คงมาลัย

...ซุ้มมือปืน คือภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของตัวละครในโลกอาชญากร ธุรกิจผิดกฎหมาย อำนาจ และอิทธิพลมืด ตัวหนังไม่ได้เน้นไปที่เรื่องราวของพวกมือปืนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังโยงใยไปถึงระบบ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมซึ่งล้วนหลากสีสันอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นมือปืนรับจ้าง เจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพล นักการเมือง พวกในเครื่องแบบนอกรีต และแม่เล้า

"ตัวหนังถูกคิดขึ้นมาตั้งแต่ตอนทำเรื่อง 'ขังแปด' มันแว่บขึ้นมาว่า หนังต่างชาติเขาก็มีการทำเรื่องเกี่ยวกับมือปืนตั้งเยอะแยะ แต่ของไทยจะมีก็แต่เรื่อง 'มือปืน' ของท่านมุ้ย เท่านั้น ก็เลยคิดและทำหนังที่เกี่ยวกับอาชญากรรมในแบบไทย ๆ ขึ้นมาในแบบดราม่า แอ็กชั่น ซะเลย ฉากหลัง หรือภาพที่ต้องการนำเสนอก็คือ วิถีของอาชญากรในโลกอาชญากรรมแบบไทย ๆ มันเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในโลก ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีมาเฟียเสียหน่อย เพียงแต่ว่าเซ็นเซอร์บ้านเราจะใจกว้างหรือเปล่า ก็เท่านั้นเอง"

...ภาพแรกที่เราหยิบมาให้ยลก่อนใคร ก็คือ ภาพนักแสดงสาวเจ้าบทบาทชื่อดังอย่าง "บงกช คงมาลัย" ที่คราวนี้เธอพลิกคาแรกเตอร์มาในบท "ชบา" สาวใหญ่ หน้าตาสะสวย มีเสน่ห์ต้องตาและใจชายยิ่งนัก เธอเป็นเจ้าของผับซิตี้ออฟก็อด เธอเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้มีอิทธิพล คนมีสี เบื้องหลังของเธอคือ เอเย่นต์จัดกามือปืน ซึ่งเป็นที่รู้กันเฉพาะในหมู่ "ขาใหญ่" และหน่วยงานระดับสูงของสภาความมั่นคง และกรมตำรวจ เธอเป็นผู้หญิงที่สามารถยืนหยัดท่ามกลางขาใหญ่ทั้งหลาย ด้วยบุคลิกนิ่งๆ ดำเนินทุกอย่างเป็น "ธุรกิจ" ในแบบที่พร้อมจะทำได้ทุกอย่าง ตามเนื้อแท้ในตัวตนที่ "เอาจริง" ของเธอ

...คาแรกเตอร์ "หงส์ในฝูงกา" ดู ๆ ไปแล้วช่างเหมือนชีวิตจริงของเธอยังไงยังงั้นเลย (ฮะฮ่าฮ่า)

11
 
เขียนโดย อี๊หก รักทุกคน      
พุธ, 04 สิงหาคม 2004

...ดีใจจริง ๆ นาน ๆ ฉันจะได้ไปเปิดหูเปิดตา เจอะเจอดาราตัวเป็น ๆ ซักที แต่ไม่วายมีปัญหา...ซะงั้น

...เรื่องของเรื่องก็คือว่า เมื่อคืนวานนี้ (3 ส.ค.) เขามีรอบสื่อมวลชนเปิดตัวหนังไทยแอ็คชั่นเสี่ยงตายฟอร์มใหญ่เรื่อง เกิดมาลุย ที่โรงย่านบางกะปิ มีใครบางคนโทรมาบังคับแกมขู่ให้ไปดูให้ได้ เขาว่า "หนังเขามันส์จริง ๆ" กอปรกับฉันว่างพอดี ก็เลยตอบรับอย่างเสียไม่ได้ว่า "ไปก็ได้" (แต่ในใจคิดว่า "อุ๊ยยย...ต้องไปขอลายเซ็นต์น้องเดี่ยว, พี่พันนา, อาตู่, พี่หนุ่ม, พี่ตุ๊ก ฯลฯ ให้ครบให้ได้ ลัล ลา...")

...ด้วยความขี้เกียจของฉัน ที่ไม่อยากไปรอนานก็เลยไปซะ 1 ทุ่ม 20 นาที เพราะเขาว่าหนังฉายทุ่มครึ่ง แต่ปรากฏว่า พอฉันไปถึง พิธีการช่วงแรกเพิ่งจะจบไป ฉันเริ่มเอะใจ แต่ก็ไม่อยากคิดร้ายเกินไปนัก ก็เลยเดินทอดน่องเดินชมตามบูธต่าง ๆ ไม่รู้ว่าเพราะฉันเดินเร็วเกินไป หรือบูธต่าง ๆ เรียกร้องความสนใจของฉันได้อย่างมากล้น ฉันเลยใช้เวลาเดินรอบงานเพียง 3 นาที (-_-") เอาเถอะ เดินวนอีกรอบแล้วกัน...เอาน่า เดินรออีกหน่อย...สรุปแล้ว ฉันเดินรอบงานร่วม 10 รอบ แต่หนังก็ยังไม่ได้ฉาย เพราะบนเวทีเพิ่งจะเริ่มพิธีการช่วงที่สอง คือ คุยกับนักแสดงทั้งหลายแหล่อยู่

..."ไหนบอกหนังฉายทุ่มครึ่งไง ฮึ" ฉันเริ่มหงุดหงิดอยู่ในใจ แต่เอาเถอะ ฟังนักแสดงเขา "อวย" เอ้ยยยย...พูดคุยกันหน่อยแล้วกัน เหมือนกันกับบูธต่าง ๆ คือ เรียกร้องความน่าสนใจจากฉันได้อย่างมากมายจริงๆ ฉันเลยไม่อยู่ฟังต่อละ ขอตัวไปทานไอศกรีมแถว ๆ นั้นก่อนแล้วกัน...ทานไป ดื่มด่ำกับเสียงนักแสดงไป อุ๊ยยย บรรยากาศสุดยอด อย่าให้เซดเลย

..."แต่ไหนว่าหนังฉายทุ่มครึ่งไง ฮึฮึ" ฉันกินไอติม...เอ่ออออ ฉันหมายถึง ทานไอศกรีมน่ะ ทานเสร็จไปหนึ่งชามใหญ่ ๆ ก็ปาเข้าไป 2 ทุ่มกว่าแล้ว แต่หนังก็ยังไม่ฉาย จนแล้วจนรอดรอไป 3 ทุ่มกว่า ก็เห็นผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ ฉันหมายถึง คุณพันนากับคุณปรัชญา ไงเธอ ฉันเห็นทั้งคู่วิ่งหน้าตั้งมาจากโรงหนังแถว ๆ ราชดำริ อะไรแถวๆ นั้น ถามไถ่คนแถว ๆ นี้ก็เลยรู้ว่า หนังเขายิ่งใหญ่มาก ๆ ก็เลยต้องเปิดรอบปฐมทัศน์โลกถึง 2 โรง 2 ย่าน ให้วุ่นเล่น ๆ แล้วมันก็วุ่นสมใจ เพราะทั้งผู้กำกับและโปรดิวเซอร์คู่ใจ ฉันหมายถึง...เอ่อออออ เธอคงรู้แล้วเนอะ งั้นฉันขอผ่านชื่อเลยนะ อิอิ ทั้งคู่ต้องวิ่งมาแก้สถานการณ์พูดคุยทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนว่า "ฟิล์มหนังมีปัญหานิดหน่อย เพราะแล็บทำไม่เสร็จ หรืออะไรนี่แหละ ฉันก็ไม่ค่อยเก็ทเรื่องเทคนิคอะไรซักเท่าไรหรอก แต่ฉันก็แค่สงสัยว่า จะจัดงานใหญ่ทั้งที ทำไมไม่มีความพร้อมเอาซะเลย ฉันเบื่อ ฉันเซ็งจริง ๆ"

...แต่ฉันก็รอดูนะ แหม ก็ของฟรีน่ะ แถมเสียค่ารถมาเป็นร้อย มากกว่าค่าตั๋วไปดูเองซะอีก ก็เลยรอซะหน่อย และแล้ว เฮ้ ๆ ๆ หนังได้ฉายแล้ว ฉันดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า ฉันหาวง่วงน่ะ ไม่ได้ซึ้งอะไรหรอก แต่แล้ว ดู ๆ ไป หนังก็ดันดับไปเฉย ๆ แต่อันหลังนี้ฉันเตรียมใจไว้แล้ว เพราะคุณปรัชญาเขาบอกไว้แล้วว่า "ฟิล์มหนังมีปัญหานิดหน่อย ต้องเสียเวลาโหลดฟิล์มอีก 20 นาที" ฉันเตรียมใจไว้แล้ว ฉันทำใจได้ ไม่เป็นไรเธอ ไม่เป็นไรเลยจริง ๆ ฉันถือซะว่าเป็นการรีแล็กซ์เปลี่ยนบรรยากาศก็แล้วกัน เพราะทุกทีฉันเคยแต่พักครึ่งกับหนัง 3 ชั่วโมง แต่นี่หนังยาวชั่วโมงครึ่งแต่มีพักเบรกด้วย หาไม่ได้ง่าย ๆ นะเธอ

..."แหม ไหนบอกฉันว่าหนังฉายทุ่มครึ่งไง ฮึฮึฮึ" แต่นี่กว่าจะฉายล่อเข้าไปเกือบ 4 ทุ่ม ยังดีนะ ฉันนึกว่าจะได้ดูรอบมิดไนท์ซะแล้ว รวม ๆ แล้ว ฉันเสียเวลากับหนังความชั่วโมงครึ่งนี้ไปแค่ 5 ชั่วโมงกว่า ๆ เอง นิดหน่อยเนอะเธอ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจได้...จริง ๆ

...เอาเถอะ มาเข้าถึงตัวหนังกันซักเล็กน้อยก่อนจากดีกว่า "ฉันชอบนะ" อันนี้ฉันพูดจากใจจริง ๆ ไม่ได้ประชดใด ๆ ทั้งสิ้น หนังตีโจทย์ของตัวเองแตกว่าต้องการจะขายอะไร แล้วก็มุ่งหน้าเดินตรงสู่จุดหมายนั้นโดยไม่มีลังเลแม้แต่น้อย แอ็คชั่นเสี่ยงตายกันทั้งเรื่องตามความตั้งใจได้อย่างดีเยี่ยม เห็นขายแอ็คชั่นอย่างนี้ก็เหอะ แต่หนังก็มีการปูเรื่อง ปูแบ็คกราวน์ตัวละคร และความเป็นมาเป็นไปได้ตามมาตรฐานที่หนังเรื่องหนึ่ง ๆ ควรจะมี แม้ในเนื้อเรื่องบางฉากบางตอนจะทำให้คนดูรู้สึกประดักประเดิกยังไงชอบกลจนต้องหัวเราะออกมาบ้างก็ตาม แต่คนดูไม่มีเวลามานั่งคิดให้เสียเวลามากนัก เพราะหนังกระหน่ำฉากแอ็คชั่นตามติดมาอย่างเป็นชุด แบบชุดใหญ่ ๆ เลยทีเดียว โดยรวมแล้ว หนังออกมาเป็นสไตล์ชาวบ้าน ๆ ซื่อ ๆ ไม่มีพิษมีภัย รักชาติก็รักแบบใสซื่อ ร่วมกันร้องเพลงชาติไทยก่อนที่จะตะลุยกองโจร ก็รักชาติน่ะ แม้จะถูกโจรจับอยู่ แต่เวลา 8 นาฬิกา ก็ต้องร้อง "ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย..." สิ ร้องเพลงชาติเป็นการเรียกขวัญกำลังใจก่อนไม่ได้เหรอไง ก็บอกแล้วว่า หนังซื่อ ๆ ดี ฉันชอบ ชอบมากกว่า "หนังพี่โทนี่ จ๊ะ" เรื่องนั้นเสียอีก

...ฉากแอ็คชั่นเสี่ยงตายก็ไม่ต้องพูดถึง มีเครดิตทีมงาน "องค์บาก" รับประกันความสะใจ แม้ความเป็นเหตุเป็นผลในบางช่วงจะอ่อนไปเสียหน่อย ฉันก็ไม่ถือสาหรอก เพราะหนังเดินมาถูกทางอย่างที่ "หนังแอ็คชั่นเสี่ยงตาย" เรื่องหนึ่งควรจะเป็นแล้ว ขายฉากแอ็คชั่นแบบเน้น ๆ ขายดาราหน้าใหม่แบบเพียว ๆ "เดี่ยว ชูพงษ์ ช่างปรุง" นักสู้เลือดใหม่ที่ทางทีมงานเตรียมความพร้อมกันอย่างสุดฤทธิ์ว่า ยังไงซะหนังต้องโกอินเตอร์เป็นแน่แท้ ชื่อ "เดี่ยว" ฝรั่งตาน้ำข้าวคงเรืยกกันลำบาก ต้องนี่เลย "Dan Chupong" โอ้ว แดน...โอ้ว แดน

...ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านี่คือ หนังเรื่อง "เกิดมาลุย" ที่มีแฟนประจำเวอร์ชั่นเก่า รอคอยอยู่แล้ว...ไม่ดังก็ให้มันรู้ไปสิ

...ใครอยากผ่อนคลาย ดูหนังไทยสไตล์ซื่อ ๆ ไม่มีพิษภัย ตามตรรกะที่ฉันว่าไป ฉันขอแนะนำเลยว่า "ไปดูเหอะ ไม่ผิดหวังหรอก" แต่ถ้าใครดัดจริตหัวสูง เอ่อออออ...ฉันหมายถึง ใครที่ชอบหนังพื้น ๆ สไตล์ยุโรป อาร์ทสุดขั้ว ก็ไปดูเหอะ เอ้ยยยย...ก็อย่าไปดูเลย เพราะเดี๋ยวหัวต่ำลงมา 1 มิล อายเขาตายเลย...

12
Beautiful Boxer ฉบับ Director 's Cut รอบพิเศษ 
เขียนโดย Yuttipung      
เสาร์, 03 กรกฎาคม 2004

...หลังจากที่ได้ตระเวนไปตามเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ มากมาย Beautiful Boxer ฉบับ Director 's Cut ก็ได้ฤกษ์กลับมาฉายที่ประเทศไทยเสียที โดยเปิดรอบสื่อมวลชนไปอย่างสบาย ๆ ในวันอังคารที่ 29 มิถุนายน 2547 ณ โรงภาพยนตร์ลิโด 1 เวลา 20.00 น. ท่ามกลางสื่อมวลชนที่ทั้งไทยและต่างประเทศที่ให้ความสนใจ ทำให้บรรยากาศเงียบในช่วงเวลาค่ำของลิโด กลับมีผู้คนหนาแน่นจนในที่สุดก็เต็มโรง

...เมื่อหนังจบ คุณพันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ โปรดิวเซอร์ของหนัง ได้เปิดโอกาสให้ซักถาม เอกชัย เอื้อครองธรรม ผู้กำกับ, น้องตุ้ม ปริญญา และอาร์ต อัสนี สุวรรณ กัน

...บรรยากาศค่อนข้างเงียบ คนดูส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างสงบปากสงบคำอยู่ไม่น้อย(รวมถึงผมเองด้วย) จนคุณเอกชัย ต้องซักถามก่อนว่า มีใครได้ดูฉบับแรกมาก่อนบ้าง ซึ่งมีคนยกมืออยู่บ้างโดยให้ความเห็นว่ามีฉากที่เพิ่มมาค่อนข้างมากในฉบับนี้ ซึ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่าทำไมถึงไม่เอาฉบับนี้ออกฉายแต่ทีแรก คุณเอกชัยตอบทันทีว่าด้วยเวลาช่วงที่จะฉายทำให้ต้องตัดออกมาได้ฉบับแรก ซึ่งไม่เป็นที่พอใจของเขานัก ต่อมาเมื่อได้รับเชิญให้ฉาย ณ เทศกาลหนังเมืองเบอร์ลิน จึงขอโอกาสทางบริษัทแกรมมี่ในการตัดต่อหนังใหม่อีกครั้ง

...คุณอภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับ "สัตว์ประหลาด" กล่าวสมทบไปว่า ตัวเขาเองยังไม่เคยดูฉบับแรก จึงไม่ทราบความแตกต่างของฉบับเก่าและใหม่ ซึ่งผู้กำกับได้ชี้แจงไปว่า ฉบับเดิมนั้นเขาเห็นว่าเป็นหนังตลก-แอ๊คชั่น ซึ่งก็มีข้อดีของมัน และเป็นงานที่สนุก แต่ฉบับใหม่เป็นดราม่ามากขึ้น ถ่ายทอดชีวิตของคุณตุ้มได้สมบูรณ์ขึ้น โดยทิ้งท้ายด้วยอารมณ์ขันว่า "คงมีเท่านี้ ไม่กล้าเสริมอะไรมาก เพราะนี่ต้องมาตอบก็ผู้กำกับระดับคานส์"

...ส่วนความเห็นของคุณอาร์ต อัสนี นักแสดงนำ ได้ให้ความเห็นถึงฉบับใหม่ว่า "มีรสชาติที่เข้มข้นขึ้น เนื้อหาที่ถ่ายทอดได้กินใจมากกว่าเดิม" ขณะที่คุณตุ้ม ปริญญา ก็เสริมไปว่ารู้สึกดีกับฉบับใหม่นี้เช่นกัน แต่ก็ยังมีเรื่องราวอีกมากของเธอที่ยังไม่ได้นำมาบอกเล่าในหนังได้ เพราะเวลาคงไม่เพียงพอ

...ท้ายที่สุดได้มีคนถามคำถามซึ่งราวกับเป็นข้อสังเกตความบังเอิญต้องพ้องกันได้เป็นอย่างดีของชีวิตคุณตุ้ม ปริญญา และคุณอาร์ต อัสนี เมื่อถามว่าปัจจุบันนี้คุณตุ้มทำอะไร ได้เป็นนักมวยอยู่หรือเปล่า เธอตอบว่าไม่ได้เป็นแล้ว แต่ก็ยังซ้อมอยู่ และปัจจุบันก็มีค่ายมวยเป็นของตนเองด้วย นอกจากนี้ยังรับงานแสดง ขณะที่คุณอาร์ต ก่อนที่จะรับงานแสดงเรื่องนี้ เขาก็เป็นนักมวยมาก่อน ปัจจุบันอาชีพของทั้งคู่จึงเป็นนักแสดงเหมือนกัน

...ก่อนที่คุณเอกชัยจะปิดท้ายการถาม-ตอบอย่างเป็นกันเองครั้งนี้ว่า ในต่างประเทศนั้นคำถามที่ถามก็จะแตกต่างจากนี้พอสมควร เพราะเน้นไปที่สภาพสังคมไทย ปัญหาของเพศที่สามในสังคมกับที่ปรากฎในหนัง เพราะแต่ละประเทศก็มีปัญหาดังกล่าวแตกต่างกันไป จนเขาต้องไปขวนขวายหาหนังสือเรื่องเพศที่สามนี้มาอ่านเพิ่มเติมเลยทีเดียว

13
คุยเรื่องหนังไทย / อาถรรพ์ แก้บนผี
« เมื่อ: ตุลาคม 02, 2018, 11:24:04 AM »
อาถรรพ์ แก้บนผี" ภาพยนตร์แนวสยองขวัญ ลี้ลับ ผลงานกำกับของผู้กำกับหน้าใหม่ "มนตรี คงอิ่ม" ที่ผันตัวเองจากงานกำกับมิวสิควีดีโอมาประเดิมงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก โดยได้ 3 ดาราสาวอย่าง ปรางทอง ชั่งธรรม, วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์ และบอลลูน-พินทุ์สุดา ตันไพเราะห์ มานำแสดง

...ภาพที่เราเลือกมาลงนี้เป็นภาพ "น้องเหลือก" เอ้ออออ... "น้องบอลลูน" ที่มีหนัง "เจ้าสาวผัดไทย" ออกฉายอยู่ในขณะนี้ และเรื่องนี้ถือว่าเป็นหนังเรื่องที่ 2 ในรอบปีนี้ของเธอ ในเรื่องเธอรับบท "หมวย" ซึ่งเป็นคนที่ร่าเริง แจ่มใส ช่างพูดจึงทำให้เป็นที่รักของเพื่อน ๆ แต่เธอเองก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่องราวอาถรรพ์สยองขวัญขึ้นเช่นกัน ในภาพจะเป็นช่วงที่เธอกำลังเผชิญกับผลแห่งความคะนองปาก ท้าทายอำนาจเร้นลับ และไม่แต่เฉพาะเธอ เพื่อนอีกสองคนก็ประสบเคราะห์กรรมเดียวกัน และดูเหมือนว่าอาถรรพ์จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น...เรื่อย ๆ

...ผู้กำกับกล่าวถึงหนังเรื่องนี้ว่า "เป็นหนังสยองขวัญ ที่หยิบเอาประเด็นเรื่องไสยศาสตร์ การแก้บนซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนไทย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่มักจะไปบนบานศาลกล่าวกันมากในช่วงเอนทรานซ์ ซึ่งใน 'อาถรรพ์ แก้บนผี' นี้เป็นเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนทั้ง 3 คน คือมอส,ปิ่น,หมวย (ปรางทอง ,วุ้นเส้น , บอลลูน) ที่ไม่เชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ จนกระทั่งเกิดเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัว เมื่อมอสได้ไปกล่าวท้าทาย ลบหลู่ศาลเจ้าในบ้านร้างแห่งหนึ่ง เมื่อสิ่งที่ท้าทายกลายเป็นเรื่องจริง อำนาจลี้ลับจึงกลับมาทวงสัญญา..."

...ล่าสุด ผู้กำกับบอกกับเราว่า ฉากที่เห็นในภาพนี้ถูกตัดออกไปในเวอร์ชั่นตัดต่อครั้งสุดท้าย แต่ยังไงหนังก็ยังคงมีความน่ากลัว และสยองอยู่

..."อาถรรพ์ แก้บนผี" ฉายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2547

14
เขียนโดย Deknang      
เสาร์, 12 มิถุนายน 2004

...เพิ่งเรียก "น้ำตาแรกแห่งความซาบซึ้ง" กันไปเมื่อคืนวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา สำหรับหนังรักซึ้งเรื่อง "จดหมายรัก" ผลงานการกำกับหนังครั้งแรกของผู้กำกับหญิงเก่งอีกคนของวงการอย่าง "ผอูน จันทรศิริ" ที่สามารถหอบเอาเสน่ห์และพลังดาราของสองนักแสดงคุณภาพ "แอน ทองประสม" และ "อรรถพร ธีมากร" มาขึ้นจอได้อย่างลงตัวและตรึงใจเอามาก ๆ ทีเดียว

...งานรอบสื่อมวลชนในครั้งนี้ จัดขึ้นที่โรงภาพยนตร์อีจีวี เมโทรโพลิส ท่ามกลางดารา ผู้กำกับ คนในวงการบันเทิง สื่อมวลชน และผู้ชมมากหน้าหลายตาที่ต่างก็พร้อมใจมาพิสูจน์หนังรักคุณภาพ และให้กำลังใจกับเหล่านักแสดง ผู้กำกับ และทีมงานหนังเรื่องนี้กันอย่างเต็มที่ เท่าที่เราเห็นมาก็มี เต๋า-นัท (มาเพื่อแย่งซีนสุด ๆ), สินจัย เปล่งพานิช (ฉายเดี่ยวแบบสวยเฉียบเช่นเคย), จินตหรา สุขพัฒน์ (รัศมีนักแสดงคุณภาพไม่มีเลือนหาย), ปรียานุช ปานประดับ (ถึงเป็น 'ซ้อ' ก็ยังดูดีอยู่), ปรัชญา ปิ่นแก้ว (ราศี 'เสี่ยใหม่' ฉายแววมาแต่ไกล แต่เอ๊ะ 'น้องโทนี่ จ๊ะ' หายไปไสวา), อังเคิล (ทิ้งความ 'ช้ำ' ไว้ก้นบึ้ง แล้วบึ่งรถมาร่วมงานด้วยหน้าระรื่น), พจน์ อานนท์ (เจ๊ไฉไล สวยพริ้งฉายเดี่ยวมาด้วยอาภรณ์ของ 'หลุยส์ วิต...' เอ่ออออ ขอโทษที เราคงตาลายไปชั่วขณะ ก่อนเรียกสติกลับคืนมาและเพ่งตามองอีกที อ้าว ชุดเชิ้ตขาว ประตูน้ำหรอกหรือนั่น ขอโทษขาเมาท์อีกที ที่เราไม่อาจบอกได้ว่าขากลับเธอ 'เก็บ' ใครไปได้หรือเปล่า :P )

...นอกจากนี้ยังมีคนในวงการอีกหลายคนมาร่วมงาน แต่เราขี้เกียจนึกย้อนกลับไป ณ ช่วงค่ำคืนนั้น (ไม่มี ๆ เราไม่ได้ 'ลืม' หรอกนะ)

...งานบนเวทีถูกดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและคุ้นเคย รวมถึงสามารถเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มได้จากการ "ปล่อยมุก" ของพิธีกรหญิงคู่ "ปวันรัตน์-ญาณี" ซึ่งเป็นเพื่อนซี้ของผู้กำกับนั่นเอง แน่นอน, คุ้นเคยที่เราว่าก็คือ พิธีกรเกริ่นนำ, สัมภาษณ์นักแสดง-ผู้กำกับ, ฉายหนังตัวอย่าง, ถ่ายรูปหมู่ และปล่อยตัวผู้ร่วมงานที่ส่วนใหญ่มาเพื่อ "ของฟรี" เข้าโรงหนัง (ส่วนทีมงานก็ "ล่ก ๆ" เก็บข้าวของอย่าง...คุ้นเคย...เช่นกัน :P )

...และแล้ว "โรงหนังก็เริ่มมืดแสง" ...และแล้ว "ฟิล์มก็เริ่มหมุนไปตามม้วน" ...และแล้ว "หนังก็เริ่มฉายภาพ" ...และแล้ว "ผู้ชมก็เริ่มอิน" ...และแล้ว "เสียงหัวเราะก็หลุดออกมาให้ได้ยิน" ...และแล้ว "รอยยิ้มก็อาบทั่วใบหน้า" ...และแล้ว "ต่อมซึ้งก็เริ่มทำงาน" ...และแล้ว "น้ำตาก็เริ่มคลอเบ้า" ...และแล้ว "มือก็เริ่มปาด จมูกก็เริ่มซู้ด" ... และแล้ว "ตาและจมูกก็แดงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายทั้งชายหญิง" ...และแล้ว "ความรักของเขาและเธอก็ตรึงใจคุณไปอีกนาน"

...ถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้ร่วมงานของค่ำคืนนั้น คุณน่าจะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศ "ชื่นมื่น" ก่อนหนังฉาย และ "เต็มตื้น" หลังหนังจบบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถ้าคุณไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้อัดแอเหล่านั้น เราก็ไม่อาจถ่ายทอด "อารมณ์" ทั้งหมด นั้นออกมาให้รับรู้ได้หรอก นั่นต้องเป็นหน้าที่ของคุณแล้วล่ะที่จะไปร่วมพิสูจน์ "ความรู้สึก" นั้นด้วยตัวคุณเอง ...24 มิถุนายน ทุกหัวใจ จะร้องไห้ เพื่อความรัก.

15
เขียนโดย Obelisk ผู้อยากแทรกกลางระหว่าง 2 ชายหนุ่ม      
อังคาร, 17 สิงหาคม 2004

...จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดบ้าง และจะเป็นเหตุการณ์อย่างไรนะ ถ้าชายสองคน มีนัดบอด – นัดเดท กัน 2 วัน 1 คืน ในที่ ๆ สุดยอดบรรยากาศอย่างเกาะเสม็ด แบบ 2 ต่อ 2

...ด้วยความที่ผู้กำกับ อิสระ มณีวัต (อิษ) ไม่เคยมีแฟน และแอบฝันในความรักแบบของตัวเอง ว่าอยากจะมีนัดเดทซักครั้ง โปรเจคท์นี้จึงได้เกิดขึ้นเ โดยประกาศหาคู่เดททางอินเทอร์เน็ต และหนึ่งในเมล์ที่ส่งตอบยอมรับเงื่อนไข เป็นชายหนุ่มชื่อ โอ๊ต

...หนังเริ่มจากการพูดคุยรายละเอียดโปรเจคท์กับโอ๊ต ก่อนออกเดินทาง เราจึงเห็นเพียงภาพโอ๊ตอยู่ต่อหน้าเรา อยู่ต่อหน้ากล้อง และได้ยินเพียงเสียงพูดคุย - ซักถามของอิษ

...การเดินทางเริ่มจากลงเรือ มีดินเนอร์ ทานอาหารคลุกเสียงคลื่น และจิบสายลมพัดแรงอย่างสุขใจ

...โอ๊ตเป็นชายหนุ่มอัธยาศัยดี คุยเก่ง สนุกสนาน ยิ้ม และหัวเราะง่าย อันเป็นบุคลิกที่ง่ายต่อการถูกตกหลุมรัก

...ค่ำคืนที่ใช้เวลาร่วมกัน เป็นการแลกเปลี่ยน การพูดคุยกัน คนดูจึงได้รู้จักถึงเรื่องราวของทั้ง 2 คน

...เมื่อชายคนหนึ่งหลับใหล แต่กล้องและสายตาคนดู ยังได้แอบมองรายละเอียดร่างกาย ใบหน้า ไปจรดถึงปลายเท้า สายตาทำการละลาบละล้วงสำรวจข้าวของ ของคนที่ร่วมทางมาด้วยกัน

...ผกก.อิษบรรยายความรู้สึกของค่ำคืนนี้ว่า "อยู่ระหว่างการเป็นเด็กชายที่ยังไม่รู้จักเรื่องเซ็กซ์ และการเป็นเด็กหญิงที่กำลังจะโตเป็นสาว"

...เมื่อข้ามผ่านมาเป็นอีกวัน เราสองคนร่วมเดินเลียบริมชายหาด นั่งข้างกัน นั่งชิงช้าด้วยกัน

...คนถูกแอบมอง ถูกแอบชอบ - นั่นคือโอ๊ต อาจจะสะสมความรู้สึกอึดอัดกระอักกระอ่วนใจในบางคำถาม ในบางบรรยากาศ จนรู้สึกไม่ไหวแล้ว และนำไปสู่การยุติการเดทครั้งนี้ เมื่อคำว่า "กลับ" หลุดออกจากปากโอ๊ต

...การใช้เวลาร่วมกันจบลง แต่การถามใจตัวเองที่ร้อนรุ่ม กระวนกระวายไม่จางหาย

...บทส่งท้ายหนังจึงสมบูรณ์ ด้วยการที่คนดูได้เห็นภาพ ผกก.นอนพูดกับกล้องบ้าง ทั้งที่ตอนแรกเริ่มใช้กล้องมองโอ๊ต

...การตกหลุมรักคงอึดอัด ร้อนรนในตัว การได้บอกออกมา เป็นทางเดียวที่จะระบายอาการนั้นให้พอทุเลาลงบ้างให้จางลง

...หนังสั้น romantic documentary เรื่อง My First Boy Friend จบลง แต่เรื่องของคน 1 คน กำลังทำให้เกิดเรื่องใหม่ในหัวใจใครอีกคน

...ถ้าเราแอบมองใครสักคนอยู่ เมื่อนาทีที่เขายืนอยู่ตรงเบื้องหน้า คงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูด หรือทำตัวอย่างไร

...การเฉไฉไปว่า นี่คือการถ่ายทำหนังสั้นเรื่องหนึ่งเท่านั้น เป็นคาถาป้องกันอาการหลุด ๆ ของหัวใจ ได้อย่างมีเหตุผล – ฟังดูดีขึ้นแฮะ

...หนังไม่ได้ถ่ายทำด้วยกล้อง และ ไม่ได้บันทึกเป็นวิดีโอ

...แต่ถ่ายภาพชายในหนังเรื่องนี้ด้วยตา และกำลังโฟกัส บันทึกเรื่องราวเอาไว้ด้วยใจ

[My First Boyfriend กำกับโดย อิสระ มณีวัต (ความยาว 90 นาที) เป็นหนังในโครงการสารคดีข้างบ้าน โดยนิตยสาร Bioscope]

หน้า: [1] 2