เวบบอร์ดหนังไทย

หมวดหมู่ทั่วไป => ดาราหนังไทย => ข้อความที่เริ่มโดย: admin ที่ ตุลาคม 20, 2018, 04:06:38 AM

หัวข้อ: "พลอย จินดาโชติ" กับหนังเรื่องแรกในชีวิต "กระสือวาเลนไทน์"
เริ่มหัวข้อโดย: admin ที่ ตุลาคม 20, 2018, 04:06:38 AM
"พลอย จินดาโชติ" กับหนังเรื่องแรกในชีวิต "กระสือวาเลนไทน์" 
เขียนโดย ปชส.สหมคฟ.      
อังคาร, 07 กุมภาพันธ์ 2006

...เป็นที่จับตามองในฐานะนักแสดงหญิงรุ่นใหม่มากฝีมือคนหนึ่งของวงการสำหรับ "พลอย จินดาโชติ" ซึ่งโด่งดังมาจากละครทีวีหลายต่อหลายเรื่อง ล่าสุดเธอกำลังจะมีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตอย่าง "กระสือวาเลนไทน์" หนังดราม่า-สยองขวัญที่เธอรับบทเป็น "สาว" พยาบาลแสนสวยที่เชื่อมั่นในพรหมลิขิตแห่งรัก แต่แล้วความรักกลับนำพาให้เธอไปพบกับหลากหลายเหตุการณ์สยองแบบคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

บทบาท-คาแร็คเตอร์

- ในเรื่องจะรับบทเป็น "สาว" นางพยาบาลที่เดินทางมาจากอรัญฯ เพื่อที่จะมาทำงานในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ สาวจะเป็นคนที่เชื่อมั่นในความรัก เชื่อในพรหมลิขิต เชื่อเรื่องคู่ แต่ตัวเองเนี่ยผิดหวังเรื่องความรักตั้งแต่ทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด จริง ๆ สาวมีคู่รักอยู่แล้ว แต่คู่รักของตัวเองมารู้ว่า ตัวของสาวนี่มีปัญหา คือรู้ว่าสาวเป็นผี เขาก็เลยหาทางเลิก คอยหลบตลอด จนสุดท้ายผู้ชายก็ไปแต่งงานใหม่ ทำให้ตัวสาวเสียใจก็เลยมุ่งสู่กรุงเทพฯ เพื่อที่จะลืมอดีต แล้วก็ตามหาสิ่งที่ตัวเองต้องการในอนาคต

- พอย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ต้องมาทำงานในโรงพยาบาลเก่า ๆ ที่กำลังจะเจ๊ง มาเจอกับหมอใหญ่ที่คอยหาโอกาสแทะโลม แล้วยังต้องมารู้ว่าตัวเองเป็นกระสืออีก เหมือนกับว่าตัวสาวเองต้องเจอกับเหตุการณ์ร้าย ๆ ซ้อนกันหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน เพราะฉะนั้นช่วงที่เค้าเข้ามาเป็นพยาบาลที่กรุงเทพฯ เนี่ย อารมณ์ของตัวแสดงก็จะค่อนข้างสับสนค่ะ เหมือนแบบขรึม ๆ เครียด ๆ และอยู่ในสภาวะกดดันด้วย แต่ในช่วงที่เป็นกระสือเนี่ย เค้าจะเป็นอีกลักษณะหนึ่ง คือค่อนข้างจะกลัวคนมาทำร้าย คือเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรด้วย

เข้ามาเล่นหนังเรื่องนี้ได้ยังไง

- ที่เข้ามาเล่นหนังเรื่องนี้นะคะ ก็เพราะว่ามีการติดต่อจากพี่ต้อม ยุทธเลิศให้เข้ามาคุย เพราะพี่ต้อมเค้าเห็นภาพพลอยจากหนังสือพิมพ์ แล้วก็เรียกเข้าไปคุยด้วย พี่จะทำหนังประมาณนี้ ประมาณนี้นะ สนใจมั้ย แต่จริง ๆ พลอยกะไว้แล้วว่า พี่ต้อมโทรมาเนี่ย ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ก็เล่นอยู่แล้วล่ะ คือเป็นผู้กำกับที่เราอยากจะทำงานด้วย เพราะเป็นหนังเรื่องแรกของพลอยด้วย ก็คิดไว้ว่า ถ้าได้เล่นหนังซักเรื่องหนึ่ง ก็จะทำงานกับผู้กำกับคนนี้ ตอนที่ไปคุยด้วย เราคิดในใจอยู่แล้วว่า คือ ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอยังไง เราก็ตกลงเล่นตั้งแต่แรกแล้ว

ปรับตัวกับการแสดงหนังเรื่องแรกยังไง

- จริง ๆ แล้ว ก็จะคุยกับพี่ต้อมก่อนจะถ่ายจริงนะคะว่า พี่เค้าต้องการอะไรยังไง พี่ต้อมเค้าก็จะเน้นความเป็นธรรมชาติมากกว่า คือจะให้เอาบทกลับไปอ่าน แล้วถ้าเราไม่เข้าใจตรงไหนก็จะให้มาถาม ก็จะทำไปตามที่ผู้กำกับต้องการ แต่ก็จะมีการเวิร์คช็อปก่อนที่จะถ่าย พอถ่ายจริง พี่ต้อมเค้าก็จะคอยกำกับ ดูจากตัวเราด้วยว่า ตัวพลอยเองสามารถจะเล่นอะไรได้มากน้อยแค่ไหน แล้วสิ่งที่เราเล่นมาอยู่ในระดับที่พอดีหรือเปล่า มันขาดหรือเกิน พี่ต้อมเค้าก็จะคอยบอกหน้าเซ็ทอีกทีนึงค่ะ สำหรับการเล่นหนังเรื่องแรก พลอยก็ไม่ได้เรียนการแสดงอะไรเพิ่มเติมนะคะ ที่เล่นนี่ก็ให้พี่ต้อมช่วยกำกับทั้งนั้นเลย แล้วก็ฝึกฝนเอาเองด้วย

โดยส่วนตัวคิดว่าหนังกับละครต่างกันยังไง

- พลอยมีความรู้สึกว่าหนังเนี่ย มันไม่ต้องเล่นเยอะค่ะ อันนี้จากที่พี่ต้อมกำกับพลอยนะคะ จะมีความเป็นธรรมชาติ คือทุกอย่างจะเป็นเหมือนจริงน่ะค่ะ เหมือนคนจริง ๆ ในละครบางทีเนี่ย ความที่จอทีวีมันแคบ เราก็เลยอาจจะต้องเล่นเยอะ เพื่อที่จะให้คนดูเค้ารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ แต่สำหรับหนัง การเคลื่อนไหวหรือการสื่ออารมณ์แค่นิดเดียว คือไม่ต้องขยับมาก คำพูดอะไรหลาย ๆ อย่าง คือเล่นนิ่ง ๆ อ่ะค่ะ คนดูก็จะเข้าใจแล้ว

นิสัยตัวละครเหมือนหรือต่างจากตัวพลอยยังไง

- ก็ถ้าเกิดว่า บางทีช่วงอารมณ์ที่เงียบ ๆ ก็จะคล้าย ๆ เหมือนกันนะคะ เพราะว่าพี่ต้อมเค้าก็จะปรับบทให้เข้ากับพลอยและตัวแสดงด้วย อย่างบทที่มาครั้งแรกกับครั้งที่สอง ครั้งที่สามจะถูกปรับให้เข้ากับตัวนักแสดง คือพี่ต้อมเค้าจะไม่ฝืนอะไรที่ไม่ใช่เราน่ะค่ะ

ความยาก-ง่ายของบท

- คือเรื่องนี้ บทพูดของพลอยจะน้อยนะคะ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์เยอะมาก ๆ เพราะฉะนั้น เหมือนกับว่า เวลาที่เราจะแสดงอะไรออกไป ก็จะต้องสื่อให้ค่อนข้างชัดเจนว่า ตอนนั้นตัวละครกำลังรู้สึกอะไรอยู่ ตรงนี้ค่ะที่จะยาก

อุปสรรคทางการแสดง

- อุปสรรคก็จะอย่างบางทีจะไม่เข้าใจบท ไม่เข้าใจว่าผู้กำกับต้องการอะไร อันนี้ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำการบ้าน และมาคุยกับผกก. คือพี่ต้อมเค้าจะมากำกับหน้าเซ็ทเลย เค้าจะให้เราเล่นไปก่อนรอบแรก แล้วถ้าเค้าต้องการอะไรเพิ่มเนี่ยเค้าจะมาบอก ปัญหาในการแสดงคือบางทีพลอยเกร็ง แบบกลัว ๆ ว่าเราเล่นอย่างนี้จะดีมั้ย คือเราจะเป็นกังวลก่อนแสดงจริงอ่ะค่ะ

กดดันมั้ย

- กดดันมั้ย วันแรกก่อนที่จะมาถ่ายก็รู้สึกกดดัน เพราะเราไม่รู้ว่าจะเตรียมตัวยังไง เราไม่รู้ว่าที่เราเตรียมมามันถูกหรือเปล่า จะตรงตามที่ผู้กำกับต้องการมั้ย แต่หลังจากที่มาร่วมงานวันแรกแล้วก็คือ มีการปรับตัวแล้วก็เริ่มรู้แล้วว่าที่นี่ทำงานยังไง เราก็สบายใจขึ้น

ฉากแรกที่ได้แสดงคือฉากอะไร

- ฉากแรกที่เข้ามาคือ เข้ามาที่โรงพยาบาลแล้วเจอกับเป็นคล้าย ๆ กับหัวหน้าพยาบาล เป็นคนที่คอยแนะนำว่าส่วนไหนของแต่ละโรงพยาบาลทำอะไรบ้าง และเราต้องทำอะไรบ้าง ก็จะเป็นฉากที่ต้องถือกระเป๋าสองข้างเข้ามา แบบเพิ่งลงรถไฟมาจากต่างจังหวัด แล้วหมอก็คอยให้พยาบาลคนนี้คอยแนะนำพาไปที่บ้านพักของเรา ก็จะมีแบบว่าเดินเข้ามาแล้วก็จะดูรอบ ๆ โรงพยาบาลว่าบรรยากาศมันเป็นยังงี้ แล้วเราก็มองตาม นี่หรือโรงพยาบาลที่เราต้องมาทำ ก็รู้สึกกลัว ๆ ค่ะ นี่คือฉากแรกที่ได้แสดงค่ะ หลายเทคมาก ครึ่งวันได้มั้งคะ

โลเกชั่นที่ใช้ถ่ายทำ

- โลเกชั่นน่ากลัวค่ะ โรงพยาบาลมันเป็นแบบว่า คือพอมันเจอกับแสง เจอกับบทที่เราได้รับและเล่นไปในสภาพแวดล้อมแบบนั้น มันยิ่งส่งผลให้หนังมีความรู้สึกว่า ถ้าเราเป็นคนดูเราจะยิ่งมีอารมณ์ร่วมไปด้วย

กลัวผีมั้ย

- ไม่กลัวนะคะ แต่คือเชื่อเรื่องกรรมค่ะ เชื่อว่าแบบเราทำอะไร เราก็จะได้รับแบบนั้นน่ะค่ะไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือในอนาคต ในกองถ่ายก็ยังไม่เจอเรื่องอาถรรพณ์อะไรนะคะ

การทำงานกับผู้กำกับ

- พี่ต้อมเป็นคนสนุก สบาย ๆ ทำงานเนี่ยเหมือนมาเที่ยว ส่วนการกำกับการแสดง พลอยคิดว่า พี่ต้อมเค้าเป็นคนครีเอทอ่ะค่ะ เวลามองอะไรอย่างเดียวกันเนี่ย พี่ต้อมเค้าจะมองได้หลาย ๆ แง่ เค้าจะมองไปได้ไกลกว่าที่เรามอง เหมือนภาพเดียวกันแต่พี่ต้อมจะวิจารณ์อะไรได้เยอะมาก ซึ่งเป็นผลดีกับการกำกับ

- คือเค้าจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนที่สอนได้ดีทีเดียว คือจะเป็นคนที่คอยแนะนำตลอด แล้วก็ทำงานไม่เครียดค่ะ ส่วนมากพี่เค้าจะแนะนำที่หน้าเซ็ทนะคะ ว่าแบบพี่ต้อมเค้าต้องการอะไรยังไง จะให้เราเล่นออกมาก่อน แล้วถ้าต้องการเพิ่มหรือลดยังไง พี่ต้อมก็จะบอกอีกทีนึง

การทำงานกับพระเอก

- เต้ก็ดีค่ะ เป็นคนอัธยาศัยดีมาก เค้ารุ่นเดียวกับพลอยด้วยค่ะ เลยเข้ากันได้ดี ก็สนุกดีค่ะ เรื่องการแสดงเค้าถือเป็นรุ่นพี่ แต่เค้าก็ไม่ได้สอนอะไร แต่ก็ดู ๆ กันเล่นทั้ง 2 ฝ่ายน่ะค่ะ

ฉากประทับใจ

- ก็จะมีฉากที่ ตอนที่ตัวสาวจะพยายามสอน พยายามทำให้หนุ่มเค้าระลึกได้ว่า สิ่งที่เค้ามีอยู่ หลักฐานต่าง ๆ ที่เค้ามีอยู่เนี่ย มันคืออะไร เป็นสิ่งที่เราต้องการคำตอบจากผู้ชายคนนี้ค่ะ คือความพยายามของเค้า ความพยายามของผู้ชายที่จะฟื้นด้วย ตรงนี้น่ะค่ะที่มันดูแล้ว อืม อย่างตอนพลอยอ่านบท พลอยก็รู้สึกประทับใจตรงนี้ค่ะ เพราะมันต้องทำอารมณ์เยอะด้วยค่ะ

แล้วฉากที่ยากล่ะ

- ฉากที่ยากสำหรับพลอยคือฉากที่ไม่มีบทพูดค่ะ คือเล่นอย่างเดียวเลย เพราะว่าการที่จะสื่อสารโดยไม่มีคำพูด ไม่มีอะไรเนี่ย เป็นสิ่งที่ยากสำหรับพลอย เพราะมันต้องใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวเราออกมาให้หมดค่ะ ถ้าเกิดว่าเราเล่นได้ไม่ชัดเจน คนดูเค้าก็จะไม่สามารถรับรู้ได้ว่า เรากำลังสื่อสารอะไร

พูดถึงการแต่งเป็นกระสือ

- ฉากที่เป็นกระสือเนี่ย ก็คือ เค้าจะให้พลอยใส่ชุดเขียว ๆ เพื่อที่จะไปตัดต่อให้เหลือแค่ส่วนคอขึ้นไป และภาพของหน้าพลอยจะถูกตัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะไปทับโครงหน้าที่ได้หล่อเอาไว้น่ะค่ะ เหมือนกับว่ามันจะเป็นขั้นตอนในการตัดต่อ การทำซีจีอะไรอย่างงี้ ก็จะมีการหล่อโครงหน้าและไส้ไว้สำหรับเข้าฉากตอนเป็นกระสือ หน้าก็จะเหมือนพลอยเลยค่ะ เค้าก็จะแต่งผมเหมือนกับเรา ส่วนที่เป็นไส้กับหัวใจก็ต้องคล้องคอไว้ต้องรับน้ำหนักไว้นิดนึง ใช้เวลานานเหมือนกัน ตอนหล่อใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง แต่เวลาเข้าฉากนี่ก็จะนานหน่อยเป็นชั่วโมงเลย เราก็ต้องคล้องคอไว้ ก็ต้องรับน้ำหนักไว้ ก็ต้องทนเอานิดนึง

แล้วการเมคอัพใช้เวลานานมั้ย

- ไม่นานเลย เพราะพี่ต้อมเค้าจะต้องการแบบธรรมชาติ เพราะทุกวันที่เข้าฉากเนี่ยแทบจะไม่ได้แต่งหน้าอยู่แล้ว คือถ้ามากองถ่ายสภาพไหน เซ็ทผมนิดหน่อยก็ถ่ายเลย จะมีฉากที่วิ่ง ๆ อะไรเงี้ยก็จะฉีดน้ำแล้วเอาน้ำมันลงหน้า ปกติถ่ายหนังเนี่ยเค้าจะซับความมันออกใช่มั้ยคะ แต่หนังพี่ต้อมเนี่ยต้องเอาความมันซับลงไปให้มันกว่าเดิมอีก (หัวเราะ)

เคยดูเวอร์ชั่นเก่า ๆ ของกระสือมั้ย

- เคยดูเวอร์ชั่นเก่า ๆ ค่ะ ก็ตลกดี เวอร์ชั่นนี้ก็มีตลกบ้างเหมือนกันค่ะ เป็นบางส่วนค่ะ เป็นส่วนที่พลอยไม่ได้เล่นน่ะค่ะ

ความน่าสนใจของหนัง

- ความน่าสนใจ พลอยว่ามันมีหลากหลายอารมณ์เหมือนกันนะคะ มันไม่ใช่เศร้าอย่างเดียว มันไม่ใช่เกี่ยวกับความรักอย่างเดียว แต่มันก็มีความตลกอะไรด้วย นักแสดงแต่ละคนที่เล่นในเรื่องนี้ เค้าก็จะมีบทบาทแตกต่างกันไปที่ทำให้หนังน่าสนใจ คือไปถามพี่ต้อมว่ามันจะแนวไหนดีอ่ะพี่ มันจะตลกมั้ย มันไม่เศร้านะ เพราะว่าพลอยเล่นแล้วมันไม่เศร้า พี่ต้อมเค้าก็บอกไม่เศร้า เพราะพี่ดูแล้วก็โกรธพลอยไม่ลง พี่เค้าก็เลยปล่อยให้เป็นฟรีเลย เพราะแต่ละคนดู ก็คิดว่าคงจะรู้สึกไม่เหมือนกันค่ะ ด้วยฉากแต่ละฉากด้วย ก็คิดว่าน่าจะเป็นอะไรที่มันมีส่วนที่จะทำให้คนดูรู้สึกได้หลาย ๆ แบบมากกว่า